<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title> &#187; เรียนถ่ายภาพ</title>
	<atom:link href="http://www.lungklong.com/category/photo-tips-train/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.lungklong.com</link>
	<description>Just another WordPress weblog</description>
	<lastBuildDate>Wed, 14 Dec 2011 16:06:52 +0000</lastBuildDate>
	
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>Image Sensor คือ ? Photosite ทำงานอย่างไร ?</title>
		<link>http://www.lungklong.com/photositeimage-sensor/</link>
		<comments>http://www.lungklong.com/photositeimage-sensor/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Nov 2009 09:36:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Goldsaint</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรียนถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[CCD sensor]]></category>
		<category><![CDATA[CMOS sensor]]></category>
		<category><![CDATA[DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[Image Sensor]]></category>
		<category><![CDATA[Photosite]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง Compact]]></category>
		<category><![CDATA[เซนเซอร์รับภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lungklong.com/?p=186</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีครับเพื่อนๆ ถึงตอนนี้เราจะมาดูกันต่อในส่วนประกอบหลักที่สำคัญมากๆอีกส่วนหนึ่งของตัวกล้องดิจิตอล นั่นก็คือเซนเซอร์รับภาพ (Image sensor) และ Photosite ที่บรรจุอยู่ภายในภายใน image sensor เรียกว่าถ้าขาดสองส่วนนี้ไป ก็คงจะถ่ายรูปไม่ได้ล่ะครับ  
หน้าที่ของเซนเซอร์รับภาพ หรือ Image Sensor
หน้าที่ของเซนเซอร์รับภาพ หรือ image sensor ก็เปรียบเสมือนแผ่นฟิล์มในยุคดิจิตอลนั่นเอง  Image sensor ประกอบด้วย chip ซิลิกอนขนาดเล็กๆมายมายซึ่งภายในบรรจุไดโอดไวแสง (Photosite) เอาไว้ ซึ่งเจ้าตัวพวกนี้ล่ะครับ จะทำหน้าที่ในการรับรู้ถึงปริมาณแสงในส่วนต่างๆของภาพเพื่อส่งให้หน่วยประมวลผล เอาไปใช้และสร้างออกมาเป็นภาพที่เราเห็นกันในที่สุด ภาพข้างล่างจะแสดงเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนขึ้นเมื่อเทียบระหว่าง Film กับ image sensor

รู้จักกับ Photosite
หลักการทำงานของ Photosite ใน image sensor ก็คือเมื่อมีปริมาณแสงตกมากระทบ Photosite มันจะสร้างสัญญาณกระแสไฟฟ้าออกมา โดยยิ่งแสงตกลงมามาก กระแสที่สร้างขึ้นก็มากตามไปด้วย กระแสไฟฟ้าเหล่านี้จะถูกแปลงให้เป็นสัญญาณ Digital ผ่านทาง A/D Converter ซึ่งหน่วยประมวลผลก็สามารถเอาไปใช้สร้างสรรค์ออกมาเป็นภาพได้ต่อไป ตรงนี้มีจุดที่น่าสนใจอยู่ 2 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-185" title="image-sensor" src="http://www.lungklong.com/wp-content/uploads/2009/11/sensor-590x472.jpg" alt="image-sensor" width="206" height="182" />สวัสดีครับเพื่อนๆ ถึงตอนนี้เราจะมาดูกันต่อในส่วนประกอบหลักที่สำคัญมากๆอีกส่วนหนึ่งของตัวกล้องดิจิตอล นั่นก็คือ<strong>เซนเซอร์รับภาพ</strong> (<strong>Image sensor</strong>) และ <strong>Photosite</strong> ที่บรรจุอยู่ภายในภายใน<strong> image sensor </strong>เรียกว่าถ้าขาดสองส่วนนี้ไป ก็คงจะถ่ายรูปไม่ได้ล่ะครับ <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </p>
<h3>หน้าที่ของเซนเซอร์รับภาพ หรือ Image Sensor</h3>
<p><strong>หน้าที่ของเซนเซอร์รับภาพ หรือ image sensor</strong> ก็เปรียบเสมือนแผ่นฟิล์มในยุคดิจิตอลนั่นเอง  <strong>Image sensor</strong> ประกอบด้วย chip ซิลิกอนขนาดเล็กๆมายมายซึ่งภายในบรรจุไดโอดไวแสง (<strong>Photosite</strong>) เอาไว้ ซึ่งเจ้าตัวพวกนี้ล่ะครับ จะทำหน้าที่ในการรับรู้ถึงปริมาณแสงในส่วนต่างๆของภาพเพื่อส่งให้หน่วยประมวลผล เอาไปใช้และสร้างออกมาเป็นภาพที่เราเห็นกันในที่สุด ภาพข้างล่างจะแสดงเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนขึ้นเมื่อเทียบระหว่าง Film กับ image sensor</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-188  aligncenter" src="http://www.lungklong.com/wp-content/uploads/2009/11/Film-To-CCD.jpg" alt="Film กับ image sensor" width="300" height="150" /></p>
<h3 style="text-align: left;"><strong>รู้จักกับ Photosite</strong></h3>
<p>หลักการทำงานของ <strong>Photosite</strong> ใน <strong>image sensor</strong> ก็คือเมื่อมีปริมาณแสงตกมากระทบ <strong>Photosite</strong> มันจะสร้างสัญญาณกระแสไฟฟ้าออกมา โดยยิ่งแสงตกลงมามาก กระแสที่สร้างขึ้นก็มากตามไปด้วย กระแสไฟฟ้าเหล่านี้จะถูกแปลงให้เป็นสัญญาณ Digital ผ่านทาง A/D Converter ซึ่งหน่วยประมวลผลก็สามารถเอาไปใช้สร้างสรรค์ออกมาเป็นภาพได้ต่อไป ตรงนี้มีจุดที่น่าสนใจอยู่ 2 ประการคือ</p>
<ul>
<li>ยิ่งมีจำนวน <strong>Photosite</strong> มากเท่าไหร่ ความละเอียดของภาพที่ได้ก็จะมากขึ้น</li>
<li>ยิ่ง <strong>Photosite</strong> มีขนาดใหญ่เท่าไหร่ ความแม่นยำในการวัดสภาพแสงก็มากขึ้น</li>
</ul>
<p>จำนวน <strong>Photosite</strong> เหล่านี้ก็คือเจ้า MP (Megapixel) ที่เรามักจะพูดถึงกันนั่นเอง กล้องที่มีจำนวน <strong>Photosite</strong> มาก ก็ย่อมจะมีโอกาสในการตรวจสอบสภาพแสง ณ จุดต่างๆของภาพได้ละเอียดขึ้น .. แต่ ก็ไม่ใช่ทั้งหมดครับ เพราะขนาดของแต่ละ <strong>Photosite</strong> ก็มีผลด้วยเช่นกัน ยิ่ง <strong>Photosite</strong> มีขนาดใหญ่ มันก็มีพื้นที่รับแสงมากขึ้น การสร้างกระแสไฟฟ้าก็มากขึ้น ทำให้ การคำนวณก็ละเอียดและแม่นยำขึ้นด้วย</p>
<h3>ระหว่างกล้อง compact ความละเอียด 15MP กับกล้อง DSLR ความละเอียด 10MP อันไหนจะให้คุณภาพของภาพได้ดีกว่ากัน?</h3>
<p>คำตอบก็คือ<strong> DSLR</strong> ครับ จริงอยู่ที่<strong>กล้อง Compact</strong> ตัวนี้อาจจะมีจำนวน MP ที่สูงกว่า แต่ว่า i<strong>mage sensor</strong> ของ<strong>กล้อง Compact</strong> นั้นมีขนาดเล็กกว่า <strong>DSLR</strong> มาก (ประมาณ 1.5-2 เท่า) ลองนึกถึงสภาพ <strong>photesites</strong> 15 ล้านตัวต้องถูกอัดลงไปอยู่ในพื้นที่แคบๆสิครับ ตรงนี้ล่ะครับ มีผลต่อคุณภาพของภาพที่ได้อย่างมาก ต่างกับ<strong>กล้อง DSLR</strong> ซึ่งแม้จะมีแค่ 10 ล้านพิกเซล แต่ว่าพื้นที่กว้างขวาง ทำให้แต่ละ <strong>photosite </strong>มีขนาดใหญ่ ความสามารถในการรับแสงมากกว่า การคำนวณภาพออกมาก็เลยดีกว่า มีสัญญาณรบกวนน้อยกว่า นอกจากนี้ถ้าขนาด <strong>photosite</strong> เล็กมากๆ แล้วปริมาณแสงที่ตกลงมามีมากเกินกว่าที่มันจะรับได้ ก็จะทำให้ภาพที่ออกมามีลักษณะเป็นแสงขาวๆฟุ้งๆอีกด้วย</p>
<h3>Image Sensor ทำให้ภาพออกมาเป็นสีสันได้อย่างไร</h3>
<p>ทีนี้เจ้า <strong>photosites</strong> ใน <strong>Image Sensor</strong> เหล่านี้รับปริมาณแสงเข้ามาหาตัวมัน แล้วมันก็บอกได้ว่าอันไหนสว่างมาก อันไหนสว่างน้อย แล้วทำไมภาพถึง<strong>ออกมาเป็นสีสันได้อย่างไร</strong> ? ตรงนี้ก็ต้องมีตัวช่วยครับ ก็คือเค้าจะเอาฟิลเตอร์สีแดง เขียว และน้ำเงิน มาวางเป็นตัวกรองด้านหน้า<strong> image sensor</strong> อีกทีหนึ่ง โดยฟิลเตอร์นี้จะยอมให้แสงที่มี<strong>สี</strong>เหมือนตัวเองผ่านไปได้ แสงที่ไม่เหมือนก็จะถูกกั้นไว้ เมื่อรวมข้อมูลหลายๆจุดเข้าด้วยกันทำให้เกิดภาพออกมาเป็น<strong>สีสัน</strong>ได้อย่างที่เราเห็นๆกันครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-190  aligncenter" src="http://www.lungklong.com/wp-content/uploads/2009/11/photodiode.jpg" alt="สีสัน image sensor" width="291" height="245" /></p>
<h3 style="text-align: left;">CCD Sensor กับ CMOS sensor</h3>
<p>เริ่มมึนๆกันบ้างรึยังครับ <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' />  ผมพยายามไม่พูดถึงรายละเอียดที่เป็นเทคนิคมากนัก พอให้เข้าใจหลักการทำงานเบื้องต้นของมันไปก่อนนะครับ ทีนี้ เวลาเพื่อนๆอ่านสเปคกล้องดิจิตอลเคยเห็นคำเหล่านี้บ้างไม๊ครับ</p>
<ul>
<li><strong>CCD sensor</strong></li>
<li><strong>CMOS sensor</strong></li>
</ul>
<p>คงจะต้องผ่านๆตากันมาบ้างนะครับ สองตัวนี้ต่างกันยังไงล่ะ ง่ายๆเลย ที่ผมอธิบายมาข้างบนนี้เป็นหลักการของ <strong>CCD Sensor</strong> ครับ ข้อดีของระบบเซนเซอร์แบบ <strong>CCD</strong> ก็คือมันสามารถควบคุมสัญญาณรบกวน (ที่เราเรียกกันว่า Noise ในภาพ ลักษณะเป็นเม็ดเกรนหยาบๆ เห็นได้ชัดในเวลาที่ภ่ายภาพภายใต้แสงน้อยๆ) ได้ดีกว่า เนื่องจากตัวมันทำหน้าที่แค่รับแสง แล้วส่งต่อไปให้หน่วยประมวลผลคำนวณแบบแยกส่วนกัน ทำให้ขนาด Photodiode ที่อยู่บน <strong>CCD Sensor</strong> จะมีขนาดใหญ่กว่าและมีความไวแสงมากกว่า ภาพที่ได้ก็จะมีคุณภาพที่ดีกว่า ส่วนข้อเสียหลักๆของ <strong>CCD sensor</strong> ก็คือใช้พลังงานค่อนข้างเยอะกว่า (เมื่อเทียบกับ <strong>CMOS sensor</strong>) แล้วก็ต้นทุนในการผลิตค่อนข้างจะสูง (ต้องมีวงจรแยกสำหรับการประมวลผล A/D converter) ทำให้ปัจจุบัน หลายๆค่ายที่ผลิตกล้องเริ่มหันไปพัฒนาระบบ <strong>CMOS</strong> กันมากขึ้น</p>
<p><strong>CMOS sensor</strong> ใช้หลักการผลิตเหมือนก้บ CPU คอมพิวเตอร์ การทำงานหลักๆก็เหมือนกับ <strong>CCD sensor</strong> ครับ จะต่างกันตรงที่แต่ละ pixel สามารถที่จะรับแสงและแปลงค่าออกมาเป็น digital ได้ในตัวมันเอง ไม่จำเป็นต้องใช้วงจรแยก ทำให้มีต้นทุนในการผลิตที่ถูกกว่าและยังประหยัดพลังงานอีกด้วย ในส่วนของคุณภาพเนื่องจากขนาด <strong>photosite</strong> ใน <strong>CMOS sensor</strong> มีขนาดเล็กกว่า <strong>CCD sensor</strong>(ต้องแบ่งที่ส่วนหนึ่งให้กับวงจรไฟฟ้า) ทำให้ภาพที่ได้มีสัญญาณรบกวนมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยขบวนการผลิต และต้นทุนที่ถูกกว่า ทำให้ค่ายกล้องในปัจจุบันหันมาพัฒนาเทคโนโลยี<strong> CMOS</strong> กันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่าทุกวันนี้คุณภาพของภาพที่ได้ออกมาใกล้เคียง <strong>CCD</strong> เลยทีเดียว</p>
<p>ร่ายกันมายาวเลยทีเดียวครับในวันนี้ เหนื่อยกันรึยังเอ่ย &#8230; เดี๋ยวในตอนต่อไปเราจะมาว่ากันด้วยเรื่องของขนาด <strong>image sensor</strong> กัน อย่าลืมติดตามอ่านกันต่อนะครับ <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lungklong.com/photositeimage-sensor/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กลไกและการทำงานของกล้องดิจิตอล (Digital Camera)</title>
		<link>http://www.lungklong.com/how-digital-camera-work/</link>
		<comments>http://www.lungklong.com/how-digital-camera-work/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Oct 2009 07:34:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Goldsaint</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรียนถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Camera]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Compact]]></category>
		<category><![CDATA[DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงานของกล้องดิจิตอล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lungklong.com/?p=130</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อตอนที่แล้ว เราก็ได้เรียนรู้ถึงหลักการและธรรมชาติของแสงกันไปแล้วนะครับ ทีนี้ ก่อนที่เราจะเข้าสู่เรื่องของการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล (Digital Camera) ก็ยังมีอีกเรื่องที่ผมคิดว่าเพื่อนๆน่าจะมีพื้นฐานติดเอาไว้บ้าง นั่นก็คือกลไกและการทำงานของกล้องดิจิตอล (Digital Camera)นั่นเอง ถ้าหากเราจะลงมือใช้อาวุธ แต่เราไม่เข้าใจมันให้ดีซะก่อน มันก็อาจย้อนกลับมาทำร้ายเราเองได้จริงไม๊ครับ    ว่าแล้วก็มาเริ่มกันเลยดีกว่า &#8230;
กลไกและการทำงานของกล้อง DSLR (Digital Single-Lens Reflect)
ผมจะขอเริ่มอธิบายจากกลไกและการทำงานของกล้อง DSLR ก่อนแล้วกันนะครับ เนื่องจากกลไกการทำงานของกล้องประเภทนี้ถือว่าเป็นพื้นฐานไปสู่การทำงานของกล้องอื่นๆด้วย กล้อง DSLR นั้น ชื่อเต็มๆของมันก็ตือ Digital Single-Lens Reflect ว่าแต่ ทำไมต้องเป็น Single-Lens Reflect? &#8230; ไอ้ Single Lens เนี่ยคงพอจะเข้าใจกันได้อยู่ เพราะแปลออกมาตรงตัวได้ว่าเลนส์เดี่ยว นั่นก็คือกล้องที่มีเลนส์เพียงตัวเดียว แล้ว Reflect ล่ะ มันคืออะไร เริ่มสงสัยกันแล้วใช่ไม๊เอ่ย   คำว่า Reflect นั้นเกิดขึ้นมาจากกระจกสะท้อนภาพอันหนึ่งซึ่งวางอยู่ด้านหน้าเซนเซอร์รับภาพ ซึ่งจะทำหน้าที่สะท้อนแสงที่ผ่านเข้ามาทางเลนส์ขึ้นสู่ช่องมองภาพ (Viewfinder)ให้เรามองเห็นกัน ยิ่งพูดอาจจะยิ่งงง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-133" src="http://www.lungklong.com/wp-content/uploads/2009/10/35mm_il001-277x300.jpg" alt="Camera-mechanic" width="186" height="188" />เมื่อตอนที่แล้ว เราก็ได้เรียนรู้ถึงหลักการและธรรมชาติของแสงกันไปแล้วนะครับ ทีนี้ ก่อนที่เราจะเข้าสู่เรื่องของการถ่ายภาพด้วย<strong>กล้องดิจิตอล</strong> (<strong>Digital Camera</strong>) ก็ยังมีอีกเรื่องที่ผมคิดว่าเพื่อนๆน่าจะมีพื้นฐานติดเอาไว้บ้าง นั่นก็คือ<strong>กลไกและการทำงานของกล้องดิจิตอล</strong> (<strong>Digital Camera</strong>)นั่นเอง ถ้าหากเราจะลงมือใช้อาวุธ แต่เราไม่เข้าใจมันให้ดีซะก่อน มันก็อาจย้อนกลับมาทำร้ายเราเองได้จริงไม๊ครับ <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' />   ว่าแล้วก็มาเริ่มกันเลยดีกว่า &#8230;</p>
<h3>กลไกและการทำงานของกล้อง DSLR (Digital Single-Lens Reflect)</h3>
<p>ผมจะขอเริ่มอธิบายจาก<strong>กลไกและการทำงานของกล้อง</strong><strong> DSLR</strong> ก่อนแล้วกันนะครับ เนื่องจาก<strong>กลไกการทำงานของ</strong><strong>กล้อง</strong>ประเภทนี้ถือว่าเป็นพื้นฐานไปสู่<strong>การทำงาน</strong>ของกล้องอื่นๆด้วย <strong>กล้อง DSLR</strong> นั้น ชื่อเต็มๆของมันก็ตือ <strong>Digital Single-Lens Reflect</strong> ว่าแต่ ทำไมต้องเป็น <strong>Single-Lens Reflect</strong>? &#8230; ไอ้ <strong>Single Lens</strong> เนี่ยคงพอจะเข้าใจกันได้อยู่ เพราะแปลออกมาตรงตัวได้ว่าเลนส์เดี่ยว นั่นก็คือ<strong>กล้อง</strong>ที่มีเลนส์เพียงตัวเดียว แล้ว<strong> Reflect</strong> ล่ะ มันคืออะไร เริ่มสงสัยกันแล้วใช่ไม๊เอ่ย <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' />  คำว่า <strong>Reflect</strong> นั้นเกิดขึ้นมาจากกระจกสะท้อนภาพอันหนึ่งซึ่งวางอยู่ด้านหน้าเซนเซอร์รับภาพ ซึ่งจะทำหน้าที่สะท้อนแสงที่ผ่านเข้ามาทางเลนส์ขึ้นสู่ช่องมองภาพ (Viewfinder)ให้เรามองเห็นกัน ยิ่งพูดอาจจะยิ่งงง เรามาดูขั้นตอนการ<strong>ทำงาน</strong>ของ<strong>กล้อง</strong>กันดีกว่า น่าจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นนะครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-medium wp-image-144  aligncenter" src="http://www.lungklong.com/wp-content/uploads/2009/10/1-300x250.jpg" alt="กล้อง DSLR (Digital Single-Lens Reflect" width="236" height="196" /></p>
<p>จากภาพกลไกการทำงานของระบบ <strong>DSLR</strong> (<strong>Digital Single-Lens Reflect</strong>) เราจะเห็นว่า เมื่อแสงลอดผ่าน <strong>Lens</strong> (1) เข้ามาแล้วก็จะวิ่งไปชนเข้ากับกระจกสะท้อนภาพ (<strong>Reflected</strong> Mirror) (2) หักเหแสงที่ได้ขึ้นสู่ด้านบน ผ่าน Focusing Screen (6) (ถ้าเพื่อนๆนึกภาพไม่ออกว่า Focusing Screen คืออะไร .. ลองถึงถึงภาพเวลาที่เรามองผ่าน Viewfinder แล้วจะเห็นเป็นจุดโฟกัส 3 จุดมั่ง 10 จุดมั่ง แล้วแต่รุ่นของ<strong>กล้อง</strong> จุดที่เรามองเห็นเหล่านั้นล่ะครับ เกิดมาจากลวดลายบนเจ้า Focusing Screen นี่เอง)  ทีนี้แสงที่สะท้อนขึ้นมามันก็จะพุ่งขึ้นสู่ด้านบน แล้วทำยังไงล่ะ เราถึงจะเห็นภาพผ่าน Viewfinder (8)ได้ .. เค้าก็คิดค้นสิ่งหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า Pentaprism (7) เพื่อหักเหแสงอีกทีนึงเข้าสู่ Viewfinder และด้วยระบบนี้เราจะเห็นได้ว่า ภาพที่มองเห็นตอนเล็งผ่าน Viewfinder นั้น มันก็คือภาพภาพเดียวกับที่เลนส์มองเห็นเลย ตรงนี้มีประโยชน์มากๆสำหรับการจัดองค์ประกอบภาพ ทำให้ความคลาดเคลื่อนมีน้อยลง (กล้องบางชนิดที่มีช่องมองภาพด้านบน แต่ไม่ใช่ <strong>DSLR</strong> ภาพที่เรามองเห็น จะเป็นภาพที่มองทะลุกระจกมองภาพออกไปเฉยๆ ไม่ใช่ภาพที่สะท้อนขึ้นมาจากเลนส์ ทำให้การจัดองค์ประกอบอาจมีการผิดเพี้ยนได้)</p>
<h3>กล้องดิจิตอล (Digital Camera) ถ่ายภาพได้อย่างไร</h3>
<p>เอาล่ะครับ ทีนี้เรามองเห็นภาพที่จะถ่ายละ จัดองค์ประกอบเรียบร้อย แต่ทำยังไงจะถ่ายภาพได้ล่ะ? จากที่ผมเคยเล่าให้ฟังว่า การถ่ายภาพก็คือการที่กล้องบันทึกค่าแสงที่ได้รับผ่านเลนส์ลงบนเซนเซอร์รับภาพ (4) แล้วประมวลผลออกมาเป็นภาพให้เราเห็นผ่านทางจอ LCD  ทีนี้ลองย้อนกลับมาดูที่<strong>กลไก</strong>ตามภาพด้านบน จะเห็นว่าในขณะที่เรามองภาพเพื่อจัดองค์ประกอบอยู่นั้น เจ้ากระจกมองภาพมันก็ดันมาขวางหน้าพระเอกของเรา (เซนเซอร์รับภาพ) อยู่พอดิบพอดี <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_sad.gif' alt=':(' class='wp-smiley' />  ทำยังไงดีล่ะ .. เค้าก็คิดระบบ<strong>กลไก</strong>ขึ้นมาเพื่อดีดเจ้ากระจกมองภาพนี้ให้ยกขึ้นเพื่อหลีกทางให้แสงวิ่งผ่านเข้ามาได้ (จากภาพด้านบน กระจกสะท้อนภาพ (2) จะยกขึ้นจากตำแหน่งเดิมของมันไปอยู่ที่ตำแหน่ง (5)) เพื่อนๆคงจะเคยได้ยินเสียงฟลึบฟลับๆ กันมาบ้างเวลาที่มีการลั่นชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพ เสียงนี้ล่ะครับ คือเสียงที่เวลาเจ้ากระจกสะท้อนภาพดีดตัวขึ้นนั่นเอง สุดท้ายพอกระจกสะท้อนภาพยกตัวขึ้น แสงก็ลอดเข้ามาได้ ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ของม่านชัตเตอร์ที่จะต้องเปิดออก เพื่อควบคุมให้แสงตกกระทบสู่เซนเซอร์รับภาพในปริมาณที่เราตั้งไว้ ก็เป็นอันสิ้นสุดกระบวนการ เพื่อนๆจะสังเกตได้อีกอย่างหนึ่งว่า ระหว่างกดชัตเตอร์เพื่อบันทึกภาพ เราจะไม่สามารถมองเห็นภาพผ่านทาง Viewfinder ได้เลย นั่นก็เพราะขณะนั้นไม่มีกระจกสะท้อนภาพนั่นเอง เป็นยังไงบ้างครับ เริ่มพอจะเข้าใจกระบวนการทำงานของ<strong>กล้อง</strong>คู่ใจของเราบ้างรึยัง ผมเคยเห็นบางคนที่เริ่มหัดใช้<strong>กล้อง</strong>ใหม่ๆมักจะมีคำถามประมาณว่า เราจะปิดเสียงชัตเตอร์<strong>กล้อง DSLR</strong> ได้ไม๊ ถึงตรงนี้ คิดว่าน่าจะได้คำตอบกันแล้วนะครับว่าทำได้หรือไม่ อิอิ :p</p>
<h3>การทำงานของกล้องดิจิตอลคอมแพค (Digital Compact)</h3>
<p>ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ก่อนจะจากกันวันนี้ ผมขออ้างอิงไปถึง<strong>การทำงานของกล้องดิจิตอลคอมแพค</strong> (<strong>Digital Compact</strong>) นิดนึงครับ การทำงานเพื่อบันทึกภาพของ<strong>กล้องดิจิตอลคอมแพค</strong> (<strong>Digital Compact</strong>) ก็เป็นหลักการเดียวกับ<strong>กล้อง DSLR</strong> นี่ล่ะครับ เพียงแต่<strong>กล้องดิจิตอลคอมแพค</strong> (<strong>Digital Compact</strong>) จะไม่มีกระจกสะท้อนภาพ ไม่มีม่านชัตเตอร์ แล้วก็ไม่มี pentaprism อย่าเพิ่งงงกันนะครับ ว่ามันจะถ่ายรูปออกมาได้อย่างไร &#8230; อธิบายให้ฟังได้ง่ายๆว่า เมื่อแสงลอดผ่านเลนส์เข้ามามันก็จะตกกระทบลงบนเซนเซอร์รับภาพเลยครับ นั่นก็คือเซนเซอร์จะได้รับแสงตลอดเวลาที่เปิดกล้อง ตรงนี้ทำให้เกิดข้อดีคือ สามารถนำมาทำเป็นระบบ Live view อย่างที่เราใช้ๆกันอยู่ได้ (ระบบ Live View ก็คือการที่เรามองภาพก่อนถ่ายผ่านทางหน้าจอ LCD แทนที่จะเป็น Viewfinder) ทีนี้พอเวลาเรากดชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพ <strong>กล้อง</strong>ก็จะใช้ระบบควบคุมแบบ Electronics เพื่อปิด-เปิด การทำงานของเซนเซอร์รับภาพให้ได้ปริมาณแสงตามที่เราตั้งไว้ เมื่อนำค่าแสงที่ได้ไปประมวลผลต่อ ก็จะได้ภาพสวยๆออกมาตามที่เราต้องการ .. เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ผมขอสรุปแบบนี้ครับ</p>
<ul>
<li>ม่านชัตเตอร์ &#8211;&gt; ถูกแทนที่ด้วยระบบ Electronics ตัดต่อการทำงานด้วยวงจรไฟฟ้า</li>
<li>กระจกสะท้อนภาพ &#8211;&gt; ไม่จำเป็นต้องมีเพราะใช้การแสดงผลภาพผ่านทาง Live View</li>
<li>Pentaprism &#8211;&gt; ไม่จำเป็นต้องมีเนื่องจากไม่ต้องใช้กระจกสะท้อนภาพ</li>
</ul>
<p>และด้วยเหตุผลหลักๆสามข้อนี้ล่ะครับ ทำให้<strong>กล้องดิจิตอลคอมแพค</strong> (<strong>Digital Compact</strong>) เป็น<strong>กล้อง</strong>เป็นกล้องที่มีจุดเด่นอย่างที่มันเป็น นั่นก็คือ มีขนาดเล็ก พกพาสะดวก และใช้งานง่าย เป็นที่นิยมของคนทั่วไป</p>
<p>วันนี้พูดกันถึงแต่เรื่องราวทางเทคนิคทั้งนั้นเลยนะครับ <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' />  เพื่อนๆคงจะเริ่ม มึนๆ เบลอๆกันบ้างแล้ว ผมก็ถือโอกาสขอจบเอาไว้ตรงนี้ก่อนดีกว่า ให้เวลาเพื่อนๆได้ทบทวน และหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่ผ่านๆมาแล้ว ก่อนที่ในตอนหน้า เราจะลงลึกไปถึงในส่วนของเซนเซอร์รับภาพ เลนส์ และทางยาวโฟกัสกันครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lungklong.com/how-digital-camera-work/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วาดภาพด้วยแสง (Photograph)</title>
		<link>http://www.lungklong.com/photograph/</link>
		<comments>http://www.lungklong.com/photograph/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Oct 2009 08:24:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Goldsaint</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรียนถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Color temperature]]></category>
		<category><![CDATA[Light]]></category>
		<category><![CDATA[Photograph]]></category>
		<category><![CDATA[วาดภาพด้วยแสง]]></category>
		<category><![CDATA[อุณหภูมิสี]]></category>
		<category><![CDATA[แสง]]></category>
		<category><![CDATA[แสงอาทิตย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lungklong.com/?p=116</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีครับเพื่อนๆ ในตอนนี้เราจะมาทำความรู้จักกับแสงกันครับ แสงนั้นสำคัญอย่างไร? ก่อนอื่นเลยมีคำอยู่คำนึงที่เพื่อนๆคงจะคุ้นหูกันมากๆ นั่นก็คือคำว่า Photograph (คงไม่มีใครไม่รู้จักใช่ไม๊ครับ  ) Photograph แปลว่าอะไร? ถ้าเราดูกันที่รากศัพท์ คำว่า Photo นั้นแปลว่า แสง ส่วนคำว่า Graph แปลว่า วาด หรือ เขียน .. ดังนั้น Photograph จึงแปลออกมาง่ายๆได้ว่าการวาดภาพด้วยแสงนั่นเอง ทีนี้เพื่อนๆเริ่มเห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า แสง กันแล้วใช่ไม๊ครับ
ทำความรู้จักกับแสง (Visible Light) กันก่อน
แสง (Visible Light) เป็นช่วงหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นอยู่ระหว่าง 400-700 nm (นาโนเมตร) เราจะไม่สามารถมองเห็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นต่ำกว่านี้ (Ultra-Violet) หรือสูงกว่านี้ (Infrared) ได้ หลายๆคนที่ไม่ได้เรียนมาทางนี้อาจจะเริ่มรู้สึกงงๆกันบ้างว่าเอ๊ะ มันต้องยากอย่างนี้เลยเรอะ   ไม่เป็นไรครับ เอาเป็นว่าอ่านไว้เป็นความรู้ละกัน ไม่ซีเรียสครับ  
แสง นั้นมีคุณสมบัติหลักๆที่สำคัญคือ

เดินทางเป็นเส้นตรง
เมื่อแสงกระทบวัตถุใดๆ มันจะ สะท้อนกลับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-119" title="Ligthing" src="http://www.lungklong.com/wp-content/uploads/2009/10/DSC_6538-300x201.jpg" alt="Ligthing" width="189" height="126" />สวัสดีครับเพื่อนๆ ในตอนนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ<strong>แสง</strong>กันครับ <strong>แสง</strong>นั้นสำคัญอย่างไร? ก่อนอื่นเลยมีคำอยู่คำนึงที่เพื่อนๆคงจะคุ้นหูกันมากๆ นั่นก็คือคำว่า <strong>Photograph </strong>(คงไม่มีใครไม่รู้จักใช่ไม๊ครับ <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> ) <strong>Photograph</strong> แปลว่าอะไร? ถ้าเราดูกันที่รากศัพท์ คำว่า <strong>Photo</strong> นั้นแปลว่า <strong>แสง</strong> ส่วนคำว่า <strong>Graph</strong> แปลว่า<strong> </strong>วาด หรือ เขียน .. ดังนั้น <strong>Photograph</strong> จึงแปลออกมาง่ายๆได้ว่าการวาดภาพด้วยแสงนั่นเอง ทีนี้เพื่อนๆเริ่มเห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า <strong>แสง</strong> กันแล้วใช่ไม๊ครับ</p>
<h3>ทำความรู้จักกับแสง (Visible Light) กันก่อน</h3>
<p><strong>แสง</strong> (<strong>Visible Light</strong>) เป็นช่วงหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นอยู่ระหว่าง 400-700 nm (นาโนเมตร) เราจะไม่สามารถมองเห็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นต่ำกว่านี้ (Ultra-Violet) หรือสูงกว่านี้ (Infrared) ได้ หลายๆคนที่ไม่ได้เรียนมาทางนี้อาจจะเริ่มรู้สึกงงๆกันบ้างว่าเอ๊ะ มันต้องยากอย่างนี้เลยเรอะ <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  ไม่เป็นไรครับ เอาเป็นว่าอ่านไว้เป็นความรู้ละกัน ไม่ซีเรียสครับ <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </p>
<p><strong>แสง</strong> นั้นมีคุณสมบัติหลักๆที่สำคัญคือ</p>
<ul>
<li>เดินทางเป็นเส้นตรง</li>
<li>เมื่อ<strong>แสง</strong>กระทบวัตถุใดๆ มันจะ สะท้อนกลับ .. ส่องทะลุผ่านไป .. หรือว่าดูดซับไว้ในวัตถุนั้น</li>
<li><strong>แสง</strong>ที่ส่องลงมานั้นประกอบด้วยสเปคตรัมของสี (ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงสีรุ้งครับ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง อันนั้นเลย) <span style="color: #000000;">ถ้าเทียบกับช่วงความยาวคลื่นแสงที่คนมองเห็นแล้ว เราสามารถแบ่งสเปคตรัมออกได้เป็น 3 ช่วงหลัก คือ 400-500 นาโนเมตร จะเป็นแสงสีน้ำเงิน 500-600 นาโนเมตรจะเป็นแสงสีเขียว และ 600-700 นาโนเมตรจะเป็นแสงสีแดง ซึ่งสามสีนี้ก็คือแม่สีที่เราใช้กันอยู่นั่นเอง</span></li>
<li>การที่เรามองเห็นวัตถุมีสีต่างๆกันได้ เพราะวัตถุนั้น สะท้อนกลับบางสีได้ ยอมให้บางสีทะลุผ่านได้ หรือดูดซับบางสีเอาไว้ได้</li>
</ul>
<h3>เรามองเห็นสีต่างๆได้อย่างไร</h3>
<p>การที่เรามองเห็นวัตถุเป็นสีขาวได้ ก็เนื่องมาจากวัตถุสีขาวนั้นสะท้อน<strong>แสง</strong>ทุกสีออกจากตัวมันทั้งหมดในอัตราส่วนที่เท่าๆกัน (ทำไมสะท้อน<strong>แสง</strong>ทุกสีออกมาแล้วต้องเห็นเป็นสีขาว .. ก็ลองดูที่โลโกตรงกลางของช่องเจ็ดสีสิครับ <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> ) ในทำนองเดียวกัน เราเห็นวัตถุเป็นสีดำก็เนื่องมาจากวัตถุสีดำดูดทุกสีไว้กับตัวมันเอง เมื่อไม่มีอะไรสะท้อนกลับออกมา เราก็เลยไม่เห็นสีของมัน ส่วนในกรณีของสีอื่นๆ เช่นวัตถุสีแดง เราเห็นเป็นสีแดงก็เพราะวัตถุนั้นสะท้อนกลับออกมาได้เฉพาะสีแดง หรือถ้าวัตถุที่สะท้อนออก</p>
<p>มาได้เฉพาะสีเหลืองกับสีแดง เราก็จะมองเห็นวัตถุนั้นเป็นสีส้มนั่นเอง</p>
<h3>อุณหภูมิสีคืออะไร</h3>
<p><img class="aligncenter" title="color-temperature" src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/11/colour-temperature.gif" alt="อุณหภูมิสี color temperature" width="278" height="286" /></p>
<p>จะเห็นได้ว่าอัตราส่วนการสะท้อนกลับออกมาของสีน้ำเงิน เขียว หรือว่าแดง มีผลต่อสีที่เรามองเห็น ก็เลยมีการคิดค้นระบบขึ้นมาเพื่อระบุสีของแสงที่เรามองเห็น โดยวิธีที่นิยมกันก็คือระบุเป็น <em>อุณหภูมิสี (Color Temperature)</em> ระบบอุณหภูมิสีนี้ก็ได้มาจากการทดลองเพิ่มความร้อนให้วัตถุสีดำ(ที่ต้องใช้วัตถุสีดำก็เพราะวัตถุสีดำมันไม่สะท้อนแสงสีอื่นๆออกมาจากตัวมันเลย ดังนั้นสีที่เราเห็นก็คือสีของตัวมันจริงๆ ไม่มี<strong>แสง</strong>จากแหล่งกำเนิดอื่นๆมาผสม) จนมันเปลี่ยนสีของตัวเองไปเรื่อยๆ สังเกตง่ายจากการเผาถ่าน แรกๆจะเห็นเป็นสีแดง พอให้ไฟร้อนขึ้นเรื่อยๆมันก็จะเปลี่ยนไปเป็นสีส้ม เหลือง และขาวในที่สุด ด้วยเหตุนี้ เราก็สามารถเอาสีของ<strong>แสง</strong>ที่เกิดขึ้นมาเปรียบเทียบกับสีของวัตถุดำได้ หากสีที่ได้เหมือนกัน อุณหภูมิของวัตถุดำในขณะนั้น ก็คืออุณหภูมิสีของ<strong>แสง</strong>ที่เราต้องการนั่นเอง</p>
<h3>คุณสมบัติของแสงอาทิตย์</h3>
<p>ทีนี้มาว่ากันด้วยเรื่องของ<strong>แสง</strong>อาทิตย์กันบ้าง .. <strong>แสง</strong>อาทิตย์นั้นเป็น<strong>แสง</strong>ต่อเนื่อง (<strong>แสง</strong>ต่อเนื่องก็คือ<strong>แสง</strong>ที่ส่องออกมาตลอดเวลา ตรงกันข้ามกับ<strong>แสง</strong>ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งถูกยิงออกมาแล้วก็ดับวูบไปอย่างเช่นไฟแฟลช) ที่มีสีและทิศทางเปลี่ยนไปเรื่อยๆระหว่างวัน สาเหตุก็เนื่องมาจากโดยปกติแล้ว<strong>แสง</strong>อาทิตย์จะต้องส่องผ่านชั้นบรรยากาศลงมายังโลก และการที่โลกหมุนรอบตัวเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์ก็ทำให้มุมกระทบของ<strong>แสง</strong>กับชั้นบรรยากาศเปลี่ยนไปเรื่อยๆนั่นเอง นอกจากนี้แล้วฝุ่นละอองต่างๆในอากาศก็ยังมีผลต่อสีและ<strong>แสง</strong>ของดวงอาทิตย์ด้วยเช่นกัน เราอาจจะยังเคยสังเกตว่า<strong>แสง</strong>อาทิตย์ตอนเช้า กับ ตอนเย็นทำไมไม่เหมือนกัน ทั้งๆที่ดวงอาทิตย์ก็น่าจะเคลื่อนที่มาอยู่ในมุมที่ใกล้เคียงกัน คำตอบก็คือในช่วงตอนเช้านั้น อากาศค่อนข้างจะสดชื่น ฝุ่นละอองต่างๆมีอยู่น้อย ทำให้<strong>แสง</strong>อาทิตย์นั้นส่องผ่านลงมาได้ตรงๆ ในขณะที่ตอนเย็นนั้นอากาศเต็มไปด้วยฝุ่นละอองจากการทำงานมาทั้งวัน <strong>แสง</strong>อ่าทิตย์ที่ส่องลงมาจึงตกกระทบแล้วเกิดการหักเหกับฝุ่นเหล่านี้ ทำให้เราเห็นสีของมันแตกต่างออกไป</p>
<h3>แล้วทำไมกล้องถึงวาดภาพด้วยแสงได้ล่ะ ? กล้องทำงานอย่างไร ?</h3>
<p>ก็ง่ายๆเลยครับ เมื่อเราลั่นชัตเตอร์เพื่อบันทึกภาพ หน้ากล้องก็จะเปิดออก ทำให้<strong>แสง</strong>ส่องลอดผ่านเลนส์เข้าไปตกกระทบยังแผ่นฟิล์ม หรือว่าเซนเซอร์รับภาพในยุคดิจิตอล ซึ่งค่า<strong>แสง</strong>ที่ตกกระทบนั้นก็จะถูกบันทึกเอาไว้แล้วประมวลผลออกมาเป็น<strong>ภาพ</strong>สวยๆได้อย่างที่เราเห็นๆกันนั่นเอง</p>
<p>เอาล่ะครับ ถึงตรงนี้เพื่อนๆคงพอได้ไอเดียคร่าวๆเกี่ยวกับเรื่อง<strong>แสง</strong>และการ<strong>วาดภาพด้วยแสง</strong>กันบ้าง ไม่มากก็น้อยนะครับ เรื่องของ<strong>แสง</strong>จริงๆแล้วมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากเลยครับ ซึ่งถ้าจะให้พูดกันคงไม่จบง่ายๆแน่ๆ เอาเป็นว่าถ้าเพื่อนๆมีข้อสงสัย หรืออยากรู้เรื่องอะไรเพิ่มเติมก็ลองส่งๆกันเข้ามาได้นะครับ ถ้าทางเรามีข้อมูลก็จะเอามาโพสให้อ่านกัน ถ้าอันไหนไม่รู้ จนปัญญา เราก็จะพยายามไปขวนขวายหามาให้ได้ครับ <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' />  แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าว่าด้วยเรื่องการทำงานของกล้องกันครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lungklong.com/photograph/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มาเรียนถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล(Digital Camera)กันดีกว่า</title>
		<link>http://www.lungklong.com/digital-camera/</link>
		<comments>http://www.lungklong.com/digital-camera/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Oct 2009 18:39:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Goldsaint</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรียนถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Camera]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Compact]]></category>
		<category><![CDATA[DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[DSLR Like]]></category>
		<category><![CDATA[Prosumer]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องดิจิตอล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lungklong.com/?p=85</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่หลงรักในการถ่ายภาพทุกๆท่านเลย หัวข้อนี้ทางทีมงาน LungKlong.com (หลังกล้อง.com) ของเราจัดขึ้นมาให้เป็นพิเศษเลยครับ สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ หรือน้องๆ ที่สนใจคิดอยากจะเริ่มเรียนถ่ายภาพด้วย กล้องดิจิตอล(Digital Camera) อย่างจริงจังซักทีแต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน เพื่อนๆบางคนอาจจะนึกอยากซื้อหากล้องดิจิตอล(Digital Camera) เหมาะๆมือมาใช้คู่กายซักตัว แต่ก็ยังงงๆ ไม่รู้ว่าจะเลือกยังไง อ่านสเปคแล้วไม่เข้าใจ &#8230; ตรงนี้ทางเรามีคำตอบมาฝากครับ


ทำไมต้องเรียนถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล(Digital Camera)
เมื่อ 4-5 ปีก่อน ถ้าพูดถึงกล้องดิจิตอล(Digital Camera) แล้วยังเป็นอะไรที่ค่อนข้างไกลตัวพวกเราอยู่พอสมควร ส่วนนึงก็ด้วยราคาที่ยังค่อนข้างสูงอยู่มาก เทคโนโลยีก็ยังใหม่ กล้องที่ออกมาก็มีขนาดใหญ่ เทอะทะไปบ้าง โดยเฉพาะถ้าพูดถึงกล้อง DSLR (Digital Single-lens Reflect) นี่ยิ่งแล้วใหญ่ น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้จับ ได้ใช้ ราคาก็อยู่ในหลักห้าหมื่นขึ้นไปกันเลยทีเดียว ^^&#8217; จนมาถึงวันนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้กล้องมีราคาถูกลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้อง Compact กล้อง DSLR หรือแม้กระทั่งกล้องมือถือก็ทำออกมาคุณภาพสูงจนน่าทึ่ง เรียกได้ว่ากล้องดิจิตอล(Digital Camera) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของพวกเราอย่างเต็มตัวแล้วก็ว่าได้
กล้องดิจิตอล (Digital [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><img class="alignleft size-medium wp-image-110" src="http://www.lungklong.com/wp-content/uploads/2009/10/D90_18_105VR_frt34l_s3-300x225.jpg" alt="มาเรียนถ่ายภาพกันเถอะ" width="190" height="142" />สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่หลงรักในการ<strong>ถ่ายภาพ</strong>ทุกๆท่านเลย หัวข้อนี้ทางทีมงาน <span style="color: #000000;">LungKlong.com (หลังกล้อง.com)</span> ของเราจัดขึ้นมาให้เป็นพิเศษเลยครับ สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ หรือน้องๆ ที่สนใจคิดอยากจะเริ่ม<strong>เรียนถ่ายภาพ</strong>ด้วย <strong>กล้องดิจิตอล</strong>(<strong>Digital Camera</strong>) อย่างจริงจังซักทีแต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน เพื่อนๆบางคนอาจจะนึกอยากซื้อหา<strong>กล้องดิจิตอล</strong>(<strong>Digital Camera</strong>) เหมาะๆมือมาใช้คู่กายซักตัว แต่ก็ยังงงๆ ไม่รู้ว่าจะเลือกยังไง อ่านสเปคแล้วไม่เข้าใจ &#8230; ตรงนี้ทางเรามีคำตอบมาฝากครับ</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">
<h3 style="text-align: left;">ทำไมต้องเรียนถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล(Digital Camera)</h3>
<p style="text-align: left;">เมื่อ 4-5 ปีก่อน ถ้าพูดถึง<strong>กล้องดิจิตอล</strong>(<strong>Digital Camera</strong>) แล้วยังเป็นอะไรที่ค่อนข้างไกลตัวพวกเราอยู่พอสมควร ส่วนนึงก็ด้วยราคาที่ยังค่อนข้างสูงอยู่มาก เทคโนโลยีก็ยังใหม่ กล้องที่ออกมาก็มีขนาดใหญ่ เทอะทะไปบ้าง โดยเฉพาะถ้าพูดถึงกล้อง DSLR (Digital Single-lens Reflect) นี่ยิ่งแล้วใหญ่ น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้จับ ได้ใช้ ราคาก็อยู่ในหลักห้าหมื่นขึ้นไปกันเลยทีเดียว ^^&#8217; จนมาถึงวันนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้กล้องมีราคาถูกลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้อง Compact กล้อง DSLR หรือแม้กระทั่งกล้องมือถือก็ทำออกมาคุณภาพสูงจนน่าทึ่ง เรียกได้ว่า<strong>กล้องดิจิตอล</strong>(<strong>Digital Camera</strong>) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของพวกเราอย่างเต็มตัวแล้วก็ว่าได้</p>
<h3 style="text-align: left;">กล้องดิจิตอล (Digital Camera) มีกี่แบบ</h3>
<p style="text-align: left;">ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาอย่างจริงจังต่อไปในตอนหน้า เรามาว่ากันด้วยเรื่องเบาๆ ถึงประเภทของ<strong>กล้องดิจิตอล</strong>(<strong>Digital Camera</strong>) ซักหน่อยเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยนะครับ <strong>กล้องดิจิตอล</strong>(<strong>Digital Camera</strong>) นั้น ผมขออนุญาติแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามการใช้งานทั่วๆไปในปัจจุบันดังนี้ครับ</p>
<p style="text-align: left;"><strong>1) <span style="text-decoration: underline;">กล้อง Digital Compact</span></strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-112" src="http://www.lungklong.com/wp-content/uploads/2009/10/pd3673_11.jpg" alt="กล้อง Digital Compact" width="190" height="190" /></p>
<p style="text-align: left;"><strong>กล้อง</strong> <strong>Digital Compact</strong> น่าจะเรียกได้ว่าเป็นกล้องที่พวกเราส่วนใหญ่จะคุ้นเคยมากที่สุดก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นกล้องที่มีขนาดเล็ก พกพาง่ายๆ ไปที่ไหนก็ได้ เวลาจะหยิบออกมาใช้งานก็สะดวก การใช้งานก็ง่ายๆ ส่วนใหญ่จะมีโหมดการถ่ายแบบสำเร็จรูปเช่น ถ่ายคน ถ่ายวิว ถ่ายกลางคืน มาให้แล้วอย่างเสร็จสรรพ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกวันนี้<strong>กล้อง</strong> <strong>Digital Compact</strong> ก็ยังคงพัฒนาฟังก์ชันช่วยการใช้งานแบบนี้ออกมายั่วน้ำลายพวกเราอยู่เรื่อยๆ จะเห็นได้จากกล้องรุ่นใหม่ๆจะมีลูกเล่นเช่น ระบบตรวจจับรอยยิ้มก่อนลั่นชัตเตอร์ (face detection) หรือจะเป็นระบบเลือกจุด Focus ได้ด้วยการสัมผัสบนจอ touch screen และอื่นๆที่คงจะทะยอยตามกันออกมาอีกมากมายให้เราได้เลือกใช้กัน</p>
<p style="text-align: left;"><strong>2) <span style="text-decoration: underline;">กล้อง Prosumer</span></strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-113" title="กล้อง Prosumer" src="http://www.lungklong.com/wp-content/uploads/2009/10/060710432861-297x300.jpg" alt="กล้อง Prosumer กล้อง DSLR Like" width="190" height="191" /></p>
<p style="text-align: left;">หากผมใช้คำว่า<strong>กล้อง</strong> <strong>Prosumer</strong> หลายๆคนอาจจะเริ่มขมวดคิ้วนิดๆว่าเอ๊ะ นี่มันคือกล้องประเภทไหนกันหว่า แต่ถ้าผมเรียกว่า<strong>กล้อง</strong> <strong>DSLR Like</strong> แล้วล่ะก็ คงมีคนร้องอ๋อเพิ่มขี้นอีกเยอะเลย กล้อง DSLR Like (ขออนุญาติเรียกแบบนี้ตามกระแสละกันนะครับ) จริงๆแล้วก็ถือว่าเป็นกล้อง Digital Compact ประเภทหนึ่ง เนื่องจากมันมีขนาดเซนเซอร์รับภาพที่เท่าๆกัน กลไกการทำงานเพื่อให้ได้ภาพออกมาก็ใกล้เคียงกัน สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับกล้องประเภทนี้ก็คือฟังก์ชันในการถ่ายภาพต่างๆที่ใกล้เคียงกล้อง DSLR ก็เลยเป็นที่มาให้หลายๆคนเรียกมันว่า DSLR Like เพื่อนๆที่ยังไม่เคยจับกล้องประเภท SLR คงอาจจะงงๆว่าไอ้ฟังก์ชันที่มันเพิ่มมาเหล่านี้มันคืออะไร แล้วมันจะทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับชีวิตบ้างไม๊ อันนี้ก็คงต้องคอยติดตามอ่านกันต่อไปนะครับ เดี๋ยวผมจะทะยอยมาเล่าเพื่อนๆให้ฟัง <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p style="text-align: left;"><strong>3) <span style="text-decoration: underline;">กล้อง DSLR</span></strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-114" title="DSLR" src="http://www.lungklong.com/wp-content/uploads/2009/10/canon-eos-50d-official-300x225.jpg" alt="กล้อง DSLR" width="190" height="142" /></p>
<p style="text-align: left;"><strong>กล้องดิจิตอล</strong>(<strong>Digital Camera</strong>) ประเภทสุดท้ายก็คือ <strong>กล้อง</strong> <strong>DSLR</strong> ซึ่งเป็นกล้องที่เรียกว่ากำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในปัจจุบันเลยทีเดียว กล้องประเภทนี้ (<strong>DSLR</strong>) จะมีกลไกในการทำงานที่แตกต่างออกไปจากกล้อง Digital Compact และมีขนาดของเซนเซอร์รับภาพที่ใหญ่กว่ามาก กล้องประเภทนี้จะสามารถเปลี่ยนถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ตามช่วงซูมต่างๆ และมีฟังก์ชันในการปรับแต่งค่าต่างๆในการถ่ายมากมาย เรื่องของ<strong>กล้อง</strong> <strong>DSLR</strong> ถ้าจะให้พูดกันจริงๆ ก็คงยาวล่ะครับ เอาเป็นว่า ผมจะมาอธิบายแบบเจาะลึกอีกทีในตอนต่อๆไปละกัน</p>
<p style="text-align: left;">เอาล่ะ เพื่อนๆคงพอจะได้ไอเดียคร่าวๆเกี่ยวกับ<strong>กล้องดิจิตอล</strong>(<strong>Digital Camera</strong>) กันไปบ้างแล้วนะครับ เดี๋ยวตอนหน้าเราจะมาพูดถึงรายละเอียด กลไกการทำงานของกล้องแต่ละประเภทกัน อย่าลืมติดตามอ่านกันต่อนะครับ &#8230;</p>
<p style="text-align: left;">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lungklong.com/digital-camera/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

