<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title></title>
	<atom:link href="http://www.lungklong.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.lungklong.com</link>
	<description>Just another WordPress weblog</description>
	<lastBuildDate>Sat, 07 Aug 2010 03:39:17 +0000</lastBuildDate>
	
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>Review Sony NEX-5 สุดยอดกล้องจากตระกูล NEX โซนี่ เช็ค ราคา Features ละเอียดยิบ</title>
		<link>http://www.lungklong.com/review-sony-nex-5-price-feature/</link>
		<comments>http://www.lungklong.com/review-sony-nex-5-price-feature/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Aug 2010 03:39:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LungKlong.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[กล้องถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์ถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Sony NEX-5]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lungklong.com/?p=325</guid>
		<description><![CDATA[NEX-5 นับเป็นกล้องตระกูลใหม่จากโซนี (Sony) ที่ ราคา ล่าสุดอยู่ที่ สองหมื่นกว่าๆ (ติดตาม ราคา Sony NEX-5 ได้ที่นี่) โดยทาง Sony ที่ได้มีการย่อขนาดตัวกล้อง NEX 5 ให้เล็กลงด้วยการตัดส่วนที่เป็นกระจกออกไป โดยที่ยังคงความสามารถแบบที่กล้อง DSLR ทำได้ 
นอกจากนี้ NEX-5 ยังบรรจุ Mode การถ่ายภาพแบบสำเร็จรูป ซึ่งที่เด่นๆก็คือ Seep Panorama, Hand-Held Twilight ซึ่งช่วยให้ถ่ายในที่เเสงน้อยๆได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อให้ง่ายต่อการปรับใช้งานของผู้ใช้มือใหม่ที่ยังไม่มีความรู้เรื่องการถ่ายภาพมากนัก แต่ต้องการกล้องที่ให้ความรู้สึกเหมือนกล้องมือโปร อีกทั้งยังเหมาะกับคนที่ต้องการกล้องขนาดเล็กที่สามารถปรับค่าต่างๆ ได้เหมือนกล้องโปร
NEX-5 ใช้เซนเซอร์ Sensor รับภาพแบบ APS HD CMOS ความละเอียด 14.2 ล้านพิกเซล หน่วยประมวลผล BIONZ รุ่นล่าสุดที่สามารถตั้งค่า ISO ได้สูงสุดถึง 12,800 จุดโฟกัสภาพ 25 จุด หน้าจอแอลซีดีขนาด 2.95 นิ้ว และรองรับหน่วยความจำภายนอกทั้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>NEX-5</strong> นับเป็นกล้องตระกูลใหม่จากโซนี (Sony) ที่ ราคา ล่าสุดอยู่ที่ สองหมื่นกว่าๆ (ติดตาม ราคา Sony <strong>NEX-5</strong> ได้ที่นี่) โดยทาง Sony ที่ได้มีการย่อขนาดตัวกล้อง <strong>NEX 5</strong> ให้เล็กลงด้วยการตัดส่วนที่เป็นกระจกออกไป โดยที่ยังคงความสามารถแบบที่กล้อง DSLR ทำได้ <span id="more-325"></span></p>
<p>นอกจากนี้ NEX-5 ยังบรรจุ Mode การถ่ายภาพแบบสำเร็จรูป ซึ่งที่เด่นๆก็คือ Seep Panorama, Hand-Held Twilight ซึ่งช่วยให้ถ่ายในที่เเสงน้อยๆได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อให้ง่ายต่อการปรับใช้งานของผู้ใช้มือใหม่ที่ยังไม่มีความรู้เรื่องการถ่ายภาพมากนัก แต่ต้องการกล้องที่ให้ความรู้สึกเหมือนกล้องมือโปร อีกทั้งยังเหมาะกับคนที่ต้องการกล้องขนาดเล็กที่สามารถปรับค่าต่างๆ ได้เหมือนกล้องโปร</p>
<p>NEX-5 ใช้เซนเซอร์ Sensor รับภาพแบบ APS HD CMOS ความละเอียด 14.2 ล้านพิกเซล หน่วยประมวลผล BIONZ รุ่นล่าสุดที่สามารถตั้งค่า ISO ได้สูงสุดถึง 12,800 จุดโฟกัสภาพ 25 จุด หน้าจอแอลซีดีขนาด 2.95 นิ้ว และรองรับหน่วยความจำภายนอกทั้ง Memory Stick และ SDXC</p>
<h2>ราคา กล้อง Sony NEX-5</h2>
<p>สำหรับ <strong>กล้อง Sony NEX-5</strong> มีจำหน่าย 3 แพ็คด้วยกันคือ แพค A เป็นกล้อง + เลนส์ E 16 F2.8 (SEL16F28) ราคา 22,990 บาท, แพค K กล้อง + เลนส์คิท E 18-55 mm. F3.5-5.6 OSS (SEL1855) ราคา 24,990 บาท และแพค D เลนส์คู่ กล้อง + เลนส์ 2 ตัว ราคา 28,990 บาท</p>
<h2>Feature On Sony NEX-5</h2>
<p>Program การถ่ายภาพที่เด่นๆของ NEX-5 หรือ NEX-3 ล้วนมีการบรรจุ Mode เด่นๆจากทาง Sony ไม่ว่าจะเป็นโหมด Intelligent Auto (iAuto), Program Auto (P), Aperture Priority (A), Shutter Priority (S), Manual Exposure (M), Sweep Panorama, Auto Motion Blur และ Scene Selection</p>
<p><strong>โหมด iAuto </strong></p>
<p>ซึ่งก็คือโหมด Auto บนกล้องคอมแพกต์ตัวอื่นๆ แต่จะฉลาดกว่าตรงนี้ระบบจะทำการตรวจจับสิ่งที่เราต้องการถ่ายเพื่อปรับค่าให้เหมาะสม ภาพที่ได้มีความสวยงาม อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยี Face Detection, Smile Shutter และ Smile Detection</p>
<p><strong>โหมด Anti-Motion Blur</strong></p>
<p>หรือโหมดช่วยลดการเบลอของภาพ เหมาะสำหรับการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยโดยไม่ใช้แฟลช โดยระบบจะทำการถ่ายภาพ 6ครั้ง จากการกดชัตเตอร์ครั้งเดียว แล้วนำมาประมวลผลเพื่อให้ได้ภาพที่ชัดที่สุดเพียงภาพเดียว</p>
<p>แต่การถ่ายภาพโดยใช้โหมดนี้ผู้ใช้ไม่สามารถตั้งค่าจุดโฟกัสเองได้ อาทิการถ่ายภาพบุคคล บางครั้งผู้ใช้งานอาจต้องระวังเรื่องจุดโฟกัสซักเล็กน้อย เพื่อให้ได้ภาพในแบบที่ตัวเองต้องการ นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถปรับระดับ Background Defocus หรือระดับความชัดลึก ชัดตื้นของภาพได้เอง โดยไม่ต้องทำการตั้งค่ารูรับแสงเอง เพียงแค่กดปุ่มวงกลมสีเงินตรงโรลเลอร์ด้านขวามือจากนั้นหมุนโรลเลอร์ขึ้นลงเพื่อหาระดับความคมชัดที่ตัวเองต้องการ</p>
<p><strong>Auto HDR </strong></p>
<p>เป็นอีกฟังก์ชันหนึ่งบนกล้องโซนี่ที่จะช่วยทำให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยมีความสว่างมากยิ่งขึ้น โดยระบบจะทำการเก็บภาพ 3 ครั้งที่มีความแตกต่างของสภาพแสง แล้วนำภาพที่ได้มารวมกันเป็นภาพเดียว ดังนั้นภาพที่ได้จึงมีความสว่างทั่วทั้งภาพโดยเฉพาะในส่วนมืด</p>
<p><strong>Scene Selection </strong></p>
<p>หรือการถ่ายภาพตามสถานะการณ์ที่ต้องการ โดยจะมีให้เลือกทั้งการถ่าย Portait (การถ่ายภาพบุคคล), Landscape (การถ่ายวิว), Macro (การถ่ายภาพระยะใกล้), Sport Action (การถ่ายภาพกีฬา), Sunset (การถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้น-ตก), Night Portait (การถ่ายภาพบุคคลในเวลากลางคืน), Night View (การถ่ายภาพวิวกลางคืน) และ Hand-held Twillight (การถ่ายวิวกลางคืนโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง)</p>
<h2>Sony NEX Shoot Tips</h2>
<p>ซึ่งจุดที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ที่โซนี่ทำขึ้นมาเพื่อตอบสนองการใช้งานผู้ใช้มือใหม่ ที่ต้องการฝึกฝนการใช้งานกล้องคือ Shoot. Tips หรือเคล็ดลับการถ่ายภาพ ที่มีให้เลือกศึกษาแทบจะทุกรูปแบบการถ่ายรูป เพียงผู้ใช้งานกดที่ปุ่มวงกลมด้านล่างขวามือของหน้าจอแสดงผล โดยจะมีภาษาให้เลือกทั้งอังกฤษ, ฝรั่งเศส,เกาหลี, ญี่ปุ่น, จีน, โปรตุเกส, อาหรับ, ไทย, มาเลเซีย</p>
<p><strong>Sweep Panorama</strong></p>
<p>การถ่ายภาพพาโนรามาจากกล้องตัวนี้ทำได้ง่ายเพียงกดชัตเตอร์แค่ครั้งเดียว แล้วเลื่อนมือไปตามทางที่เราตั้งค่าไว้ ระบบจะทำการบันทึกภาพและรวมภาพอัตโนมัติ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะจะเริ่มจากซ้ายไปขวา, ขวาไปซ้าย, บนลงล่าง และล่างขึ้นบน การรวมภาพทำได้เนียนดี แต่ถ้าเคลื่อนมือเร็ว หรือเคลื่อนมือในระดับที่ไม่เท่ากันระบบจะไม่ทำการบันทึกให้ หรือการต่อภาพจะไม่เนียน</p>
<p><strong>โหมด P </strong></p>
<p>ระบบจะทำการตั้งค่ารูรับแสง และความไวชัตเตอร์ให้ โดยที่ผู้ใช้จะต้องตั้งค่า ISO, White Balance, จุดโฟกัส(หรือจะใช้ออโต้โฟกัสที่กึ่งกลางภาพก็ทำได้), การวัดแสง รวมถึงการชดเชยแสงเอง ซึ่งเหมาะกับผู้ใช้งานที่กำลังจะเริ่มหัดปรับค่าต่างๆ เอง</p>
<p><strong>โหมด A </strong></p>
<p>เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ต้องการความคมชัดเป็นหลัก อาทิเช่นการถ่ายภาพวิว หรือภาพบุคคล ซึ่งโหมดนี้จะทำงานคล้ายกับโหมด P แต่ผู้ใช้ต้องปรับค่ารูรับแสงเอง ขึ้นอยู่กับระยะชัดตื้น ชัดลึกที่ตัวเองต้องการ</p>
<p><strong>โหมด S</strong></p>
<p>เหมาะสำหรับการถ่ายภาพเคลื่อนไหว อาทิกีฬา, รถ, พลุ, น้ำตก โดยผู้ใช้จะเป็นคนกำหนดค่าความไวชัตเตอร์เอง แล้วระบบจะคำนวนค่ารูรับแสงในระดับที่เหมาะสมให้</p>
<p><strong>โหมด M</strong></p>
<p>ซึ่งเหมาะกับผู้ใช้งานมือโปรที่ต้องการตั้งค่าต่างๆ เอง ไม่ว่าจะเป็นค่ารูรับแสง, ความไวชัตเตอร์, ISO, White Balance, จุดโฟกัส และการวัดแสง</p>
<h2>การบันทึกวิดีโอ NEX-5 VDO Shooting Mode</h2>
<p>สามารถบันทึกภาพวิดีโอที่ความละเอียด Full HD 1920&#215;1080 พิกเซล ซึ่งต่างจากรุ่น NEX-3 ซึ่งบันทึกวิดีโอในรูปแบบ MP4 1440&#215;1080 การบันทึกวิดีโอทำได้ง่ายเพียงกดปุ่ม Movie สีแดงด้านบนขวามือของกล้องเพียงปุ่มเดียว</p>
<p>จากการทดสอบโดยต่อสาย HDMI จากกล้องเข้ากับแอลซีดีทีวีขนาด 40 นิ้ว เพื่อรับชมภาพจากกล้องโดยตรง ภาพมีความคมชัดดี การแสดงผลภาพได้ราบรื่น ไม่กระตุก โดยไฟล์ที่ได้จากการบันทึกจะเป็น .mts ถ้าผู้ใช้งานต้องการอัปโหลตวิดีโอลงอินเทอร์เน็ต หรือเก็บไว้ดูในเครื่องเล่น MP3 จะต้องทำการแปลงไฟล์ให้เป็น .avi หรือ .wma ก่อน</p>
<h2>Sony NEX Display</h2>
<p>สำหรับรูปแบบการแสดงผลหน้าจอนั้นมีให้เลือก 3 แบบตามความถนัดคือ แบบหน้าจอโล่ง(คล้ายในกล้องคอมแพกต์), แบบที่แสดงผลบนกล้อง DSLR และแบบมองผ่านช่องมองภาพ</p>
<h2>การตั้งค่า Setting</h2>
<p>การตั้งค่ากล้อง เริ่มกันที่โหมดถ่ายภาพ มีถ่ายทีละภาพ, ถ่ายต่อเนื่อง, ถ่ายต่อเนื่องแบบเร็ว (7ภาพต่อวินาที), ตั้งเวลาถ่ายภาพ 10 วินาที, ตั้งเวลาถ่ายภาพ 10 วินาทีถ่าย 3 ภาพ, ต่อเนื่อง 3 ภาพ โดยแต่ละภาพจะมีความสว่าง (EV) ต่างกันภาพละ 0.3 และรีโมทคอนโทรล</p>
<p>การโฟกัสภาพ ออโต้โฟกัส, DMF และโฟกัสด้วยตัวเอง การเลือกจุดโฟกัส หลายจุด, กลางภาพ, จุดที่สามารถปรับได้</p>
<p>ขนาดของภาพ ผู้ใช้งานสามารถเลือกสัดส่วนของภาพที่ต้องการได้ โดยสัดส่วนแบบ 3:2 มีความละเอียดให้เลือกทั้ง 4592 x 3056 พิกเซล (14MP), M: 3344 x 2224 พิกเซล(7.4MP) และ S: 2288 x 1520 พิกเซล (3.5MP) ส่วนสัดส่วน 16:9 มีความละเอียดให้เลือกทั้ง 4592 x 2576 พิกเซล (12MP), M: 3344 x 1872 พิกเซล (6.3MP), S: 2288 x 1280 พิกเซล (2.9MP) โดยรูปแบบไฟล์ที่มีให้เลือกคือ RAW, RAW &amp; JPEG, JPEG Fine, JPEG Standard รูปแบบไฟล์ภาพเคลื่อนไหว AVCHD และ MP4</p>
<p>ความสว่างและสี โดยกล้องตัวนี้มีค่าความไวแสง หรือ ISO ให้เลือกสูงสุดถึง 12800 เริ่มตั้งแต่ Auto, 200, 400, 800, 1600, 3200, 6400 และ 12800 ค่าความสมดุลของแสง หรือ White Balance มี Auto, Daylight, Shade, Cloudy, Incandescent, Fluorescent, Flash และ C. temp./Filter (2500- 9900k with 19-step Magenta/Green compensation) การวัดแสง กลางภาพ เฉพาะจุด หลายจุด</p>
<h2>Design of Sony NEX-5 การออกแบบ</h2>
<ul>
<li>ด้านหน้าของ NEX-5 จะมีดีไซน์คล้ายกับกล้องคอมแพ็กต์ H55 ในตระกูลไซเบอร์ช็อตด้วยบอดี้สีดำที่ผลิตจากแม๊กนิเซียมอัลลอยด์ ที่มีความทนทานสูงเมื่อเทียบกับตัว NEX-3 ซึ่งผลิตจากโพลีคาร์บอร์เนต</li>
<li>ตัวเครื่องมีขนาดเล็ก และเบาเมื่อเทียบกับกล้อง DSLR ซึ่งถือเป็นข้อดีของกล้องแบบไร้กระจก โดยมีขนาด 110.8 x 58.8 x 38.2 มม. และมีขนาด 229 กรัม (ไม่รวมเลนส์)</li>
</ul>
<p><strong>ด้านหน้าของ กล้อง Sony NEX-5</strong></p>
<p>มีการออกแบบมาให้พอดีกับการหยิบจับ ทำให้จับใช้งานได้ถนัด และกระชับ พอดีมือ ตรงกลางของตัวเครื่องมีไฟพริบบอกสถานะการทำงานของกล้อง ถัดมาคือเมาส์เลนส์แบบ E-Mount (Alpha D-SLR เป็น A-Mount) ที่มีขนาดหน้าเลนส์กว้าง 49 มม. ด้านล่างคือปุ่มปลดล็อกเลนส์</p>
<p><strong>ด้านหลังของ กล้อง Sony NEX-5</strong></p>
<p>มีหน้าจอแอลซีดีขนาด 2.95 นิ้ว สามารถปรับขึ้นได้ 80 องศา และปรับลงได้ 45 องศา ถัดมาที่ปุ่มวงกลมด้านขวามือของหน้าจอคือปุ่มเมนู ส่วนปุ่มล่างเป็นปุ่มแนะนำการถ่ายรูปซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปตามเมนูการใช้งานของกล้อง ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณต้องการถ่ายภาพบุคคลโดยใช้โปรแกรม Scene เมื่อกดไปที่ปุ่มนี้ ระบบจะทำการแสดงผลเทคนิคการถ่ายภาพบุคคลให้แบบต่างๆ ให้กับคุณ ซึ่งเหมาะมากสำหรับผู้ใช้งานมือใหม่ ที่ต้องการฝึกฝนการถ่ายรูป</p>
<p>ถัดมาที่ด้านขวามือคือโรลเลอร์ควบคุมการทำงานของกล้องที่สามารถหมุนได้รอบ เมื่อกดที่ DISP จะปรากฏหน้าจอแสดงผลให้เลือก 3 รูปแบบขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้ใช้งาน ด้านล่างคือปุ่มปรับค่า EV+- หรือการชดเชยแสง ขวามือคือปุ่มควบคุมการทำงานไฟแฟลช ซ้ายมือคือปุ่มปรับ Drive Mode และปุ่มตั้งเวลาถ่ายภาพ</p>
<p><strong>ด้านบนของ กล้อง Sony NEX-5</strong></p>
<p>ปุ่มที่อยู่หน้าสุดสีเงินคือปุ่มกดชัตเตอร์ ถัดลงมาคือสวิตซ์เปิด-ปิดการทำงานของกล้อง ถัดมาคือปุ่มพรีวิวภาพถ่าย ส่วนปุ่มสีแดงคือปุ่มบันทึกภาพเคลื่อนไหว ด้านซ้ายมือมีไมโครโฟนสำหรับบันทึกเสียงลงบนวิดีโอ ตรงกลางเมื่อเปิดฝาพลาสติกขึ้นจะพบกับพอร์ตสำหรับการต่อไฟแฟลชเสริม</p>
<p>ด้านขวา &#8211; เมื่อเปิดฝาพลาสติกทั้งข้างล่างและข้างบนออก จะพบกับช่องต่อ Mini USB และ HDMI สำหรับการโอนถ่ายข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ รวมถึงการเชื่อมต่อไปยังทีวีที่รองรับการเชื่อมต่อความละเอียดสูงเพื่อรับชมไฟล์ที่บันทึกอยู่ในตัวกล้องผ่านหน้าจอทีวีได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านคอมพิวเตอร์ ตรงกลางคือช่องสำหรับร้อยสายคล้องคอ</p>
<p>ด้านล่าง &#8211; ซ้ายมือคือช่องใส่แบตเตอรีแบบ Lithum Li-ion ความจุ 1020 mAh รุ่น NP-FW50 รวมถึงช่องใส่หน่วยความจำภายนอกที่รองรับทั้งแบบ Memory Srick และ SD Card</p>
<h2>Sony NEX-5 ซื้อหรือไม่ซื้อดี</h2>
<p>สำหรับ NEX-5 นั้น การใช้งานโดยรวมถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว สามารถตอบโจทย์ทุกกลุ่มการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่เริ่มหัดใช้งานกล้องดิจิตอลโดยจะมีโหมด i-Auto ที่ช่วยให้ถ่ายรูปออกมาได้สวยงาม โดยไม่ต้องตั้งค่าการทำงานใดๆ มีโหมดถ่ายภาพสำเร็จรูป (Scene) ที่มีอยู่บนกล้องคอมแพกต์มาให้ รวมไปถึงโหมด M สำหรับตากล้องมือโปรที่ต้องการปรับค่าต่างๆ เอง</p>
<p>ด้วยความที่เป็นกล้องแบบ Mirrorless ที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ ดังนั้นชุดเลนส์ที่มาพร้อมกับกล้องตระกูลนี้จึงมีให้เลือก 3 ช่วงระยะด้วยกันคือ เลนส์คิท 18-55 มม. F3.5-5.6 OSS, เลนส์เทเล 18-200 มม. F3.5-6.3 OSS และเลนส์ฟิชอาย 16 มม. F2.8 อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับเลนส์ของกล้องโซนีอัลฟ่า, มินอลตา, โคนิกา มินอลต้าที่เป็น Auto Focus ได้ทุกรุ่น รวมถึงการรองรับ Ultra Wide Converters ที่มีหน้าเลนส์กว้าง 49 มม.ได้</p>
<p>การเข้าสู่เมนูเพื่อปรับค่าการใช้งาน ยังค่อนข้างซับซ้อน คือไม่สามารถปรับค่าทั้งหมดได้จากปุ่มภายนอก เหมือนการตั้งค่าบนกล้อง DSLR แต่การสั่งการต่างๆ ระบบทำได้ค่อนข้างเร็ว</p>
<p>ในส่วนของคุณภาพภาพที่ได้นั้น มีความคมชัดดี สีค่อนข้างสด ออกติดสีแดงนิดๆ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโซนี การถ่ายในสภาพแสงน้อย แม้จะใช้ ISO สูงถึง 3200 ก็ยังแทบไม่มี นอยส์โผล่ออกมาให้เห็น การถ่ายภาพในระยะใกล้ แม้จะใช้ F 5.6 แต่ภาพที่ออกมาก็ละลายหลังได้ดี</p>
<p>สำหรับแบตเตอรี ซึ่งถือเป็นจุดบอดที่โซนีต้องปรับปรุง เนื่องจากกล้องตัวนี้มีระยะการใช้งานแบตเตอรีค่อนข้างต่ำ อีกทั้งยังใช้เวลาในการชาร์จแบตฯแต่ละครั้งค่อนข้างนาน ดังนั้นเพื่อความชัวร์ในการออกทริปถ่ายรูปแต่ละครั้ง ผู้ใช้งานควรมีแบตเตอรีสำรองติดตัวไปด้วย</p>
<p>ขอชม<br />
- ขนาดเล็ก พกพาง่าย<br />
- เปลี่ยนเลนส์ได้ และสามารถใช้เลนส์ร่วมกับกล้องตัวอื่นได้<br />
- สามารถถ่ายภาพต่อเนื่อง 7 เฟรมต่อวินาที ทำให้ไปไม่พลาดทุกช๊อตสำคัญ<br />
- มีโปรแกรมถ่ายภาพสำเร็จรูปให้เลือกใช้ตามความถนัดของผู้ใช้งาน<br />
- การบันทึกวิดีโอ ให้ภาพที่คมชัด</p>
<p>ขอติ<br />
- แบตเตอรีหมดเร็ว<br />
- การปรับค่าต่างๆ ยังทำได้ยาก เนื่องจากมีการซับซ้อนในการเข้าถึง<br />
- ไม่มีแฟลชในตัว ต้องใช้แฟลชเฉพาะ (มีแถมให้ในกล่อง)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lungklong.com/review-sony-nex-5-price-feature/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Downlaod Canon EOS 5D Mark II Firmware 2.0.3 ล่าสุด</title>
		<link>http://www.lungklong.com/downlaod-canon-eos-5d-mark-ii-firmware-2-0-3/</link>
		<comments>http://www.lungklong.com/downlaod-canon-eos-5d-mark-ii-firmware-2-0-3/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Mar 2010 07:47:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LungKlong.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tips and Techniques]]></category>
		<category><![CDATA[Download firmware update version 2.0.3]]></category>
		<category><![CDATA[EOS 5D Mark II]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lungklong.com/?p=322</guid>
		<description><![CDATA[ไป Download firmware update version 2.0.3 สำหรับ EOS 5D Mark II ล่าสุดที่ตอนนี้ทาง แคนอน ได้ปล่อยออกมาให้ดาวน์โหลดแล้ว สำหรับ 5D Mark II Firmware 2.0.3  นี้ได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพและฟังชั่นใหม่ๆที่ปรับปรุงขึ้นอย่างเห็นโดยเฉพาะการใช้งานที่เกี่ยวกับการถ่าย VDO ได้ชัดเช่น
เพิ่ม Frame Rate ของ Mode วีดีโอ มาให้เลือก 24 และ 25 frames per second (fps) recording

1080p Full HD footage at 24fps (actual 23.976fps) – the optimum frame rate for cinematic video.
25fps สำหรับ Resolution 1920&#215;1080 and 640&#215;480 resolutions (PAL broadcast standard) 
29.97fps  สำหรับ มาตรฐาน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไป <strong>Download firmware update version 2.0.3</strong> สำหรับ <strong>EOS 5D Mark II</strong> ล่าสุดที่ตอนนี้ทาง แคนอน ได้ปล่อยออกมาให้ดาวน์โหลดแล้ว สำหรับ <strong>5D Mark II Firmware 2.0.3</strong>  นี้ได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพและฟังชั่นใหม่ๆที่ปรับปรุงขึ้นอย่างเห็นโดยเฉพาะการใช้งานที่เกี่ยวกับการถ่าย VDO ได้ชัดเช่น<span id="more-322"></span></p>
<p><strong>เพิ่ม Frame Rate ของ Mode วีดีโอ มาให้เลือก 24 และ 25 frames per second (fps) recording</strong></p>
<ul>
<li>1080p Full HD footage at 24fps (actual 23.976fps) – the optimum frame rate for cinematic video.</li>
<li>25fps สำหรับ Resolution 1920&#215;1080 and 640&#215;480 resolutions (PAL broadcast standard) </li>
<li>29.97fps  สำหรับ มาตรฐาน NTSC video</li>
</ul>
<p><strong>การแสดงผล Graph histogram แบบใหม่</strong></p>
<p>สำหรับ การถ่ายวีดีโอ shooting movies in manual exposure, shutter-priority (Tv) and aperture-priority (Av) have been added, and exposure modes will also be available in movie mode.</p>
<p><strong>มีระบบควบคุมเสียง และเพิ่มความสามารถในการเก็บเสียงที่ความถี่หลากหลายขึ้น</strong></p>
<ul>
<li>Improved audio functionality will allow users to set sound record levels manually using a sound-level meter displayed on the LCD screen.</li>
<li>The audio sampling frequency has also been increased from 44.1KHz to 48KHz</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lungklong.com/downlaod-canon-eos-5d-mark-ii-firmware-2-0-3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนะนำเคล็ดลับการใช้ กล้อง DSLR และ เลนส์</title>
		<link>http://www.lungklong.com/dslr-lens-how-to-technic/</link>
		<comments>http://www.lungklong.com/dslr-lens-how-to-technic/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Mar 2010 06:56:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LungKlong.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[กล้องถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์ถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เลนส์ (Lens)]]></category>
		<category><![CDATA[Canon]]></category>
		<category><![CDATA[DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[Fuji]]></category>
		<category><![CDATA[Nikon]]></category>
		<category><![CDATA[Sony]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง DSLR คืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง DSLR ราคาถูก]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการใช้กล้อง DLSR]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lungklong.com/?p=319</guid>
		<description><![CDATA[เทคนิคการใช้กล้อง DLSR ไม่ว่าจะเป็น Nikon, Canon, Sony, Fuji และยี่ห้ออื่นๆ นั้นขึ้นอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน เพียงแค่เรารู้จักควบคุม อุปกรณ์ถ่ายภาพ ต่างๆ กล้อง เลนส์ Flash และ Filter ให้ถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ เพียงเท่านี้ก็สามารถ ถ่ายรูปออกมาได้สวย ไม่แพ้ช่างกล้องมืออาชีพเลย
กล้อง DSLR ราคาถูก
ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านอุปกรณ์ถ่ายภาพอย่างกล้องดิจิตอลพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แถมยังมีราคาถูกลงกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะกล้องดิจิตอลประเภท D-SLR จนทำให้ใครหลายคนโดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษา หันมาสนใจและใช้กล้องประเภทนี้กันมากขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาและพบได้บ่อยครั้ง คือ มือใหม่หลายคนยังขาดความรู้ความเข้าใจในการเลือกซื้อกล้องประเภทนี้
กล้อง DSLR คืออะไร
D-SLR เป็นกล้องดิจิตอลสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว ดัดแปลงจากกล้องฟิล์ม 35 mm. มาเป็นระบบดิจิตอล และใช้เซ็นเซอร์ในการรับภาพ โดยมีระบบการทำงาน รวมถึงคุณสมบัติต่างๆเหนือกว่ากล้องดิจิตอลคอมแพ็คทั่วไป ซึ่งปัจจุบันราคาของกล้องประเภทนี้ถูกลงกว่ายุคก่อนมาก เป็นเหตุให้มือใหม่โจนเข้าสู่วงการการถ่ายภาพมากขึ้น
การเลือกซื้อกล้อง DSLR
จะเลือกซื้อกล้อง D-SLR อย่างไร มีคำแนะนำว่า อย่างแรก ให้มองจากงบประมาณเป็นหลัก เมื่อเราทราบงบประมาณแล้ว จะเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น ส่วนจะเลือกกล้องค่ายไหน ยี่ห้ออะไรนั้นไม่สำคัญ เพราะปัจจุบันต่างก็มีคุณสมบัติที่ดีใกล้เคียงกันทุกค่าย เราควรเลือกจากระบบการใช้งาน สีสันของภาพที่ได้ การจับถือแล้วชอบหรือเปล่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เทคนิคการใช้กล้อง DLSR</strong> ไม่ว่าจะเป็น <strong>Nikon</strong>, <strong>Canon</strong>, <strong>Sony</strong>, <strong>Fuji</strong> และยี่ห้ออื่นๆ นั้นขึ้นอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน เพียงแค่เรารู้จักควบคุม อุปกรณ์ถ่ายภาพ ต่างๆ กล้อง เลนส์ Flash และ Filter ให้ถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ เพียงเท่านี้ก็สามารถ ถ่ายรูปออกมาได้สวย ไม่แพ้ช่างกล้องมืออาชีพเลย<span id="more-319"></span></p>
<h2>กล้อง DSLR ราคาถูก</h2>
<p>ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านอุปกรณ์ถ่ายภาพอย่างกล้องดิจิตอลพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แถมยังมีราคาถูกลงกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะกล้องดิจิตอลประเภท D-SLR จนทำให้ใครหลายคนโดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษา หันมาสนใจและใช้กล้องประเภทนี้กันมากขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาและพบได้บ่อยครั้ง คือ มือใหม่หลายคนยังขาดความรู้ความเข้าใจในการเลือกซื้อกล้องประเภทนี้</p>
<h2>กล้อง DSLR คืออะไร</h2>
<p><strong>D-SLR</strong> เป็นกล้องดิจิตอลสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว ดัดแปลงจากกล้องฟิล์ม 35 mm. มาเป็นระบบดิจิตอล และใช้เซ็นเซอร์ในการรับภาพ โดยมีระบบการทำงาน รวมถึงคุณสมบัติต่างๆเหนือกว่ากล้องดิจิตอลคอมแพ็คทั่วไป ซึ่งปัจจุบันราคาของกล้องประเภทนี้ถูกลงกว่ายุคก่อนมาก เป็นเหตุให้มือใหม่โจนเข้าสู่วงการการถ่ายภาพมากขึ้น</p>
<h2>การเลือกซื้อกล้อง DSLR</h2>
<p>จะเลือกซื้อกล้อง D-SLR อย่างไร มีคำแนะนำว่า อย่างแรก ให้มองจากงบประมาณเป็นหลัก เมื่อเราทราบงบประมาณแล้ว จะเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น ส่วนจะเลือกกล้องค่ายไหน ยี่ห้ออะไรนั้นไม่สำคัญ เพราะปัจจุบันต่างก็มีคุณสมบัติที่ดีใกล้เคียงกันทุกค่าย เราควรเลือกจากระบบการใช้งาน สีสันของภาพที่ได้ การจับถือแล้วชอบหรือเปล่า และสุดท้ายก็อาจจะมาพิจารณาที่บริการหลังการขาย</p>
<blockquote><p>&#8220;ช่างภาพมือใหม่บางคนอาจยังเข้าใจผิดเรื่องจำนวนพิกเซล ว่าถ้ามีจำนวนพิกเซลสูงๆแล้วภาพจะสวยกว่า แต่ความจริงแล้วไม่เกี่ยว กล้อง D-SLR 10 ล้านพิกเซล ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว สามารถนำไปอัดภาพขนาด 20 นิ้วได้สบายๆ”</p></blockquote>
<h2>การเลือกซื้อ Lens สำหรับกล้อง DSLR</h2>
<p>การเลือกเลนส์สำหรับกล้อง DSLR นั้นเริ่มแรก ควรลองใช้ Normal Lens ที่ติดกล้องไปก่อน เพราะการเริ่มต้นนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เลนส์ราคาแพง ควรใช้เวลาเรียนรู้ว่า ตนเองชอบการถ่ายภาพแนวไหน ศึกษาให้ถ่องแท้ โดยใช้เลนส์ normal ฝึกมือไปเรื่อยๆจนเชี่ยวชาญ แล้วค่อยตัดสินใจซื้อเพิ่มเติมภายหลังก็ได้</p>
<blockquote><p>“ช่างภาพวัยนักศึกษาไม่จำเป็นต้องไปซื้อเลนส์ระดับโปร อย่าไปคิดว่า ถ่ายด้วยเลนส์ราคาแพง แล้วภาพจะสวยได้ทันที การเริ่มต้นด้วยเลนส์ติดกล้อง ก็สามารถถ่ายภาพให้สวยได้ จริงอยู่ว่า เลนส์ราคาแพงมีคุณสมบัติบางอย่างที่ดีขึ้น แต่นักศึกษาเอง ก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของงบประมาณด้วย”</p></blockquote>
<h2>อยากรับงานถ่ายภาพโดยกล้อง DSLR ควรทำไง</h2>
<p>อย่างไรก็ตาม วิชัย แนะนำข้อคิดเตือนใจสำหรับมือใหม่ว่า หากคิดจะฝึกฝนการถ่ายภาพด้วยการออกไปรับงานสำคัญๆ เช่น งานรับปริญญา หรืองานแต่งงาน ควรเริ่มต้นจากการเป็นผู้ติดตาม หรือตากล้องมือสองเสียก่อน เมื่อมีความเข้าใจ มีฝีมือมากพอแล้ว จึงค่อยไปรับงานเอง”</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lungklong.com/dslr-lens-how-to-technic/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Review เลนส์ใหม่ Nikon AF-S 16-35 f4G ED VRII</title>
		<link>http://www.lungklong.com/nikon_afs_16_35_f4g_ed_vrii/</link>
		<comments>http://www.lungklong.com/nikon_afs_16_35_f4g_ed_vrii/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Feb 2010 10:28:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Goldsaint</dc:creator>
				<category><![CDATA[Update ข่าวสาร]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์ถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เลนส์ (Lens)]]></category>
		<category><![CDATA['ultra-wide angle zoom']]></category>
		<category><![CDATA['เลนส์']]></category>
		<category><![CDATA[FX]]></category>
		<category><![CDATA[Nano]]></category>
		<category><![CDATA[Nikkor]]></category>
		<category><![CDATA[Nikon]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>
		<category><![CDATA[VRII]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lungklong.com/?p=310</guid>
		<description><![CDATA[ก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ สำหรับเลนส์ใหม่ ultra-wide angle zoom ตัวล่าสุดจากทาง Nikon (Nikkor) ในรหัส AF-S 16-35 f4G ED VRII แค่ชื่อก็เล่นซะยาวแล้วนะครับ อิอิ วันนี้เราจะมา Review ดูกันก่อนว่าเจ้าเลนส์ตัวนี้มีดีอะไร และมีอะไรใหม่ๆเพิ่มเข้ามาบ้าง เผื่อเพื่อนๆจะได้เตรียมเก็บตังค์ในกระเป๋าไว้ให้พร้อมก่อนล่วงหน้า  

Nikon เปิดตัวเลนส์ใหม่ ultra-wide angle zoom AF-S 16-35 f4G ED VRII Nano
เลนส์ตัวนี้เป็นเลนส์มุมกว้างพิเศษนะครับ เหมาะสำหรับใช้กับกล้อง FX format (หรือ full frame นั่นเอง) ซึ่งจะทำให้ได้องศารับภาพสูงสุดที่ 107 องศาเลยทีเดียว  โดยก่อนหน้านี้ ทาง Nikon ก็ได้มีเลนส์ซูมในช่วงนี้อยู่แล้ว 3 ตัวด้วยกัน (สำหรับ FX format ที่ยังขายอยู่ในปัจจุบ้น) นั่นก็คือ

AF 18-35 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ สำหรับ<strong>เลนส์ใหม่</strong> ultra-wide angle zoom ตัวล่าสุดจากทาง <strong>Nikon</strong> (Nikkor) ในรหัส <strong>AF-S 16-35 f4G ED VRII</strong> แค่ชื่อก็เล่นซะยาวแล้วนะครับ อิอิ วันนี้เราจะมา <strong>Review</strong> ดูกันก่อนว่าเจ้าเลนส์ตัวนี้มีดีอะไร และมีอะไรใหม่ๆเพิ่มเข้ามาบ้าง เผื่อเพื่อนๆจะได้เตรียมเก็บตังค์ในกระเป๋าไว้ให้พร้อมก่อนล่วงหน้า <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="AFS-16-35-f4g-vr" src="http://lungklong.files.wordpress.com/2010/02/afs_16_35_vr_i.jpg" alt="AF-S 16-35 f4G VRII" width="374" height="280" /></p>
<h2>Nikon เปิดตัวเลนส์ใหม่ ultra-wide angle zoom AF-S 16-35 f4G ED VRII Nano</h2>
<p>เลนส์ตัวนี้เป็นเลนส์มุมกว้างพิเศษนะครับ เหมาะสำหรับใช้กับกล้อง FX format (หรือ full frame นั่นเอง) ซึ่งจะทำให้ได้องศารับภาพสูงสุดที่ 107 องศาเลยทีเดียว  โดยก่อนหน้านี้ ทาง <strong>Nikon</strong> ก็ได้มีเลนส์ซูมในช่วงนี้อยู่แล้ว 3 ตัวด้วยกัน (สำหรับ FX format ที่ยังขายอยู่ในปัจจุบ้น) นั่นก็คือ</p>
<ul>
<li>AF 18-35 f3.5-4.5D IF-ED</li>
<li>AF-S 17-35 f2.8D IF-ED</li>
<li>AF-S 14-24 f2.8G-ED</li>
</ul>
<p>แล้วเจ้าเลนส์ตัวใหม่ที่ออกมานี้มีอะไรแตกต่างออกไปบ้างล่ะ น่าซื้อหรือไม่ ใครอยากรู้ ตามมาเลยครับ &#8230;</p>
<h2>AF-S 16-35 f4G VRII ทางเลือกใหม่สำหรับคนงบปานกลาง</h2>
<p><strong>เลนส์ AF-S 16-35 f4G VRII</strong> ถูกวางตำแหน่งให้ขึ้นอยู่ตรงกลางระหว่างเลนส์เทพอย่าง AF-S 14-24 f2.8G กับ เลนส์ในช่วงเริ่มยุคดิจิตอลอย่าง AF-S 17-35 f2.8D ถ้าคุณเป็นลูกค้า <strong>Nikon</strong> ในกลุ่ม FX format ที่ยังไม่สามารถเอื้อมไปถึงเลนส์ตัว top อย่าง AF-S 14-24 ได้ แต่ก็ยังคงอยากได้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิม ตรงนี้ เลนส์ <strong>AF-S 16-35 f4G VRII</strong> ตัวใหม่ น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่ตอบสนองคุณได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว</p>
<h2>คุณสมบัติของเลนส์ AF-S 16-35 f4G ED VRII</h2>
<p>เห็นชื่อยาวเหยียดกันแบบนี้ เรามาลองถอดรหัสกันซักหน่อยครับ ว่าเลนส์ตัวนี้มีคุณสมบัติอย่างไรกันบ้าง</p>
<ul>
<li><strong>AF-S</strong> แน่นอนครับ หลายๆท่านอาจจะรู้อยู่แล้ว ว่าเป็นเลนส์ที่มี silence wave motor อยู่ในตัวเลนส์ ตรงนี้มีข้อดีก็คือ กาารโฟกัสจะทำได้อย่างรวดเร็วและเงียบมากๆครับ นอกจากนี้ยังจะทำให้ท่านใช้เลนส์ตัวนี้กับกล้องระดับ Entry-Level-DX format ของทาง Nikon  อย่าง D5000 ได้อีกด้วย (แต่เราจะไม่ขอเน้นถึงตรงนี้ เนื่องจากเลนส์ตัวนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้กับระบบ FX เป็นหลัก ถ้านำไปใช้ในระบบ DX จะทำให้กลายเป็นเลนส์ Normal Zoom ช่วงสั้นๆแทน)</li>
<li><strong>16-35</strong> ก็แสดงให้เห็นถึงการเป็นเลนส์ในช่วง ultra wide โดยองศาการรรับภาพจะอยู่ที่ 107° &#8211; 63° ในระบบ FX และแคบลงไปที่ 83° &#8211; 44° ในระบบ DX</li>
<li><strong>f4G</strong> เลนส์ตัวนี้เป็นเลนส์ที่มีรูรับแสงกว้าง f4 ตลอดช่วง ส่วน <strong>G</strong> ก็คือ เป็นเลนส์ที่ไม่มีแหวนปรับรูรับแสงตรงปลายกระบอกเลนส์ครับ</li>
<li><strong>ED</strong> เลนส์ตัวนี้ประกอบไปด้วย ชิ้นเลนส์พิเศษ <strong>ED</strong> จำนวน 2 ชิ้น และ ชิ้นเลนส์ Aspherical จำนวน 3 ชิ้น ลดความคลาดเคลื่อนสีอย่างมีประสิทธิภาพ</li>
<li><strong>VR</strong> เลนส์ <strong>AF-S 16-35 f4G</strong> ตัวนี้ ถือได้ว่าเป็นเลนส์ซูมมุมกว้างตัวแรกของโลก ที่ใส่ระบบกันสั่น หรือ Vibration Reduction (<strong>VRII</strong>) มาให้ครับ ตรงนี้ก็จะสอดรับและทดแทนกันได้เป็นอย่างดีกับการที่รูรับแสงถูกลดลงจาก f2.8 เหลือ f4 ช่วยให้สามารถใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้ต่ำกว่าปกติประมาณ 4 stop</li>
<li><strong>Nano</strong> ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งจุดขายที่สำคัญสำหรับเลนส์ระดับมืออาชีพของ <strong>Nikon</strong> <strong>เลนส์ AF-S 16-35 f4G</strong> ตัวนี้ถูกเคลือบมาด้วยสาร <strong>Nano</strong> Crystal ซึ่งจะช่วยให้ลดการสะท้อนแสงในกระบอกเลนส์ และแสงแฟลร์อีกด้วย</li>
</ul>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="AFS-16-35-ED-Glass" src="http://lungklong.files.wordpress.com/2010/02/afs_16_35_vr_const2_i.jpg" alt="โครงสร้างทางเทคนิค AF-S 16-35 f4G VRII" width="258" height="188" /></p>
<p>ส่วนอันนี้เป็นตารางคุณสมบัติโครงสร้างทางเทคนิคของ <strong>AF-S 16-35 f4G VRII</strong> นะครับ เผื่อท่านที่สนใจ (ข้อมูลจาก <strong>Nikon</strong>)</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="spec-afs-16-35-f4g-vr" src="http://lungklong.files.wordpress.com/2010/02/spec_afs_16_35_f4g_vr.jpg" alt="" width="579" height="366" /></p>
<h2>จุดเด่นของเลนส์ AF-S 16-35 f4G</h2>
<p>จุดเด่นหลักๆเลยของเลนส์ตัวนี้ก็คงจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด</p>
<ul>
<li>เป็นเลนส์ที่อยู่ในระดับเกรดโปรของทาง Nikon (ขอบทอง)</li>
<li>ระบบ <strong>VRII</strong> ที่ช่วยให้ใช้งานได้ดีขึ้นในสภาพแสงต่ำๆ และชดเชยการขาดหายไปของรูรับแสง f2.8</li>
<li>เคลือบสาร <strong>Nano</strong> Crystal ลดแสงแฟลร์ แบบเดียวที่มีให้ในเลนส์เทพอย่าง AF-S 14-24 f2.8G</li>
<li>Body ถูกออกแบบมาอย่างดี ทำจากวัสดุ Magnesium Alloy ทนทานต่อการใช้งาน</li>
<li>หน้าเลนส์ไม่โค้งมนมากเท่า AF-S 14-24 f2.8G ทำให้สามารถใส่ Filter ที่หน้าเลนส์ได้ (หน้าเลนส์ขนาด 77 mm)</li>
<li>และที่สำคัญที่สุดคือ ทั้งหมดนี้ หาได้ในราคาที่ย่อมเยากว่าเดิม</li>
</ul>
<h2>ราคาของเลนส์ AF-S 16-35 f4G</h2>
<p>เลนส์ตัวนี้ัยังไม่มีขายในเมืองไทยนะครับ โดยราคาเปิดตัวที่ USA อยู่ที่ประมาณ1,260 US$ ตีเป็นเงินไทยก็ราวๆ สี่หมื่นบาทครับ ก็คงต้องวัดใจกันอีกทีว่า พอเข้ามาถึงเมืองไทยแล้วราคาจะอยู่ที่เท่าไหร่ &#8230; คิดว่ายังไงก็คงจะต่ำกว่า AF-S 14-24 f2.8G แน่ๆอ่ะครับ อิอิ <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lungklong.com/nikon_afs_16_35_f4g_ed_vrii/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มาดู เลนส์ Canon EF 70-200mm F2.8 L IS II USM ใหม่ล่าสุดจากแคนอน ราคาและคุณสมบัติ</title>
		<link>http://www.lungklong.com/canon-ef-70-200mm-f2-8-l-is-ii-usm-lens/</link>
		<comments>http://www.lungklong.com/canon-ef-70-200mm-f2-8-l-is-ii-usm-lens/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 09 Jan 2010 16:50:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LungKlong.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[อุปกรณ์ถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เลนส์ (Lens)]]></category>
		<category><![CDATA[70-200mm]]></category>
		<category><![CDATA[70-200mm F2.8 L IS II]]></category>
		<category><![CDATA[Canon EF 70-200mm]]></category>
		<category><![CDATA[ราคา EF 70-200 F2.8 L IS II]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lungklong.com/?p=293</guid>
		<description><![CDATA[เลนส์ 70-200 F2.8 L IS II จากทาง แคนอน คือเลนส์ Zoom Tele ตัวใหม่ล่าสุด หลังจากที่ 70-200 F2.8 L Version 1 ได้ออกมาแล้วเกือบสิบปี ซึ่งถือว่าไม่แปลกที่มันถึงเวลาแล้วที่ Version 2 จะออกมาซักที ตัวนี้ขอบอกว่า Contrast จัดจ้าน คม สีสัน และความเพี้ยนสีที่ลดลง ไม่แพ้ 70-200 4L IS เลย ใครที่ชอบแนวนี้ แต่ได้ F ที่ต่ำกว่า ต้องไม่พลาด 70-200 F2.8 L IS II 

ราคาของ EF 70-200 F2.8 L IS II
สำหรับราคาของ EF 70-200 F2.8 L IS Version แรกนั้นขายอยู่ราวๆ 6 หมื่นกว่าบาทที่เมืองไทย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เลนส์ <strong>70-200 F2.8 L IS II</strong> จากทาง แคนอน คือเลนส์ Zoom Tele ตัวใหม่ล่าสุด หลังจากที่ 70-200 F2.8 L Version 1 ได้ออกมาแล้วเกือบสิบปี ซึ่งถือว่าไม่แปลกที่มันถึงเวลาแล้วที่ Version 2 จะออกมาซักที ตัวนี้ขอบอกว่า Contrast จัดจ้าน คม สีสัน และความเพี้ยนสีที่ลดลง ไม่แพ้ 70-200 4L IS เลย ใครที่ชอบแนวนี้ แต่ได้ F ที่ต่ำกว่า ต้องไม่พลาด <strong>70-200 F2.8 L IS II</strong> <span id="more-293"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://lungklong.wordpress.com/files/2010/01/canon-70-200mm-f2-8l-is-ii.jpg" alt="เลนส์ Canon EF 70-200mm F2.8 L IS II USM ราคา" /></p>
<h2>ราคาของ EF 70-200 F2.8 L IS II</h2>
<p>สำหรับราคาของ EF 70-200 F2.8 L IS Version แรกนั้นขายอยู่ราวๆ 6 หมื่นกว่าบาทที่เมืองไทย ดังนั้นราคาที่ Canon ตั้งอย่างเป็นทางการสำหรับตัว Version ใหม่นี้คงอยู่ที่ราวๆ 7 หมื่นปลายๆ ถึง แปดหมื่นกว่าบาทเลยทีเดียว (ซึ่งทั้งนี้มีการนำไปเปรียบเทียบกับ lens Zoom Tele ตัว Top รุ่น Nano ของทาง Nikon ที่ตั้งราคาได้ที่ 84,000 บาท)</p>
<div style="text-align:center"><script type="text/javascript">// <![CDATA[
       GA_googleFillSlot("Lungklong-content-468");
// ]]&gt;</script></div>
<p>อย่างไรก็ตามสำหรับเรื่อง <strong>ราคา EF 70-200 F2.8 L IS II</strong> ทางทีมงาน หลังกล้อง.com ที่อเมริกา จะนำมา Update ต่อไปเมื่อมีโอกาสได้ CONFIRM เรื่องราคาอย่างเป็นทางการแล้ว อย่าลืมติดตาม Update เรื่อยๆนะคะ</p>
<h2>สำหรับจุดเด่นของ EF 70-200 F2.8 L IS II ตัวนี้คือ</h2>
<ul>
<li>น้ำหนักเบากว่า</li>
<li>มีกันสั่นถึง 4 Stops (จากที่ 70-200 F2.8 L IS ตัวเดิมกันได้เพียง 3 Stops</li>
<li>เพิ่มชิ้นเลนส์ Fluorite มาหนึ่งชิ้น และมี UD 5 Element ( 70-200 2.8 L ตัวเก่าไม่มีเลนส์ Fluorite มาและมี UD แค่ 4 ชิ้น) ซึ่งจะทำให้การจัดการกับความเพี้ยนของสีตรงรอยต่อระหว่างวัตถุที่มีสีต่างกันในภาพได้ดีกว่า และทำให้ได้ Contrast ที่จัดกว่า</li>
<li>เข้าใกล้วัตถุเพื่อถ่ายได้ใกล้กว่า (1.2 Metre)</li>
<li>Focus ที่ทาง Canon บอกว่าเร็วกว่า และทำงานได้ Focus Speed Compatible กับกล้องรุ่นไหม่ๆที่มีความเร็ว Focus สูงๆ เช่น EOS-1D Mark IV และ EOS 7D  เป็นต้น</li>
</ul>
<p style="text-align: center;"><img src="http://lungklong.wordpress.com/files/2010/01/price-canon-70-200mm-f2-8l-is-ii.jpg" alt="EF 70-200 F2.8 L IS II มาดูกัน" /></p>
<h2>หน้าตาคล้าย 70-200 F2.8 L IS รุ่นก่อนหน้า</h2>
<p>ดูเผินๆเหมือนว่า 70-200 F2.8 L IS II จะมีลักษณะหน้าตาคล้ายๆกับรุ่นก่อน แต่จริงๆแล้ว Canon ได้ทำการปรับปรุงการ Design กระบอกเลนส์ รวมถึงวงแหวน Focus ที่กว้างขึ้น นอกนั้นก็ไม่ค่อยมีอะไรต่างกันมาก และหน้าเลนส์ ก็จะเท่าเดิมคือ 77 mm</p>
<h2>มาดูคุณสมบัติของ 70-200 F2.8 L IS II</h2>
<p><img src="http://lungklong.wordpress.com/files/2010/01/canon-ef-70-200mm-f2-8l-is-ii-specification.jpg" alt="Canon EF 70-200 F2.8 L IS II คุณสมบัติ" /><br />
<span style="color: #808080;">ข้อมูลภาพและรายละเอียดคุณสมบัติ Canon EF 70-200mm F2.8 L IS II USM จาก DPreview</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lungklong.com/canon-ef-70-200mm-f2-8-l-is-ii-usm-lens/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Review Nikon D5000</title>
		<link>http://www.lungklong.com/review-nikon-d5000/</link>
		<comments>http://www.lungklong.com/review-nikon-d5000/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Dec 2009 09:36:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Goldsaint</dc:creator>
				<category><![CDATA[กล้องถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์ถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[D5000]]></category>
		<category><![CDATA[DSLR]]></category>
		<category><![CDATA[Nikon]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lungklong.com/?p=287</guid>
		<description><![CDATA[อาจจะดูช้าไปซักเล็กน้อยหากจะทำการ Review Nikon D5000 กล้องขุนพลตัวใหม่จากค่าย Nikon แต่ก็เชื่อว่ายังมีเพื่อนๆอีกหลายคนเลยทีเดียวที่ยังลังเล ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะเลือกกล้องตัวไหนเอาไว้ใช้คู่กายดี วันนี้ทางทีมงาน หลังกล้อง.com เลยมีข้อมูลดีๆมาฝากกันครับ
กล้อง Nikon D5000 เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน 2009 ที่ผ่านมานี้เอง โดยทาง Nikon จัดเจ้า D5000 นี้อยู่ในกลุ่ม upper-entry-level DSLR และวาง position ของตัว product อยู่ระหว่าง D60 (ในขณะนั้น หรือ D3000 ณ ตอนนี้) กับ D90 เรียกได้ว่าเป็น product line ตัวใหม่ของทาง Nikon เลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ ในแง่ของการตลาดก็ถือว่าเป็นการเปิดตัวออกมาชนกับคู่แข่งตลอดการอย่าง Canon EOS 500D กันแบบเต็มๆ งานนี้ผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับผู้บริโภคอย่างเราๆล่ะครับ เพราะทำให้มีตัวเลือกกว้างมากขึ้น ว่าแล้วเราก็มาทำการ Review Nikon D5000 กันเลยดีกว่า

What’s [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อาจจะดูช้าไปซักเล็กน้อยหากจะทำการ <strong>Review Nikon D5000</strong> กล้องขุนพลตัวใหม่จากค่าย <strong>Nikon</strong> แต่ก็เชื่อว่ายังมีเพื่อนๆอีกหลายคนเลยทีเดียวที่ยังลังเล ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะเลือกกล้องตัวไหนเอาไว้ใช้คู่กายดี วันนี้ทางทีมงาน <em>หลังกล้อง.com</em> เลยมีข้อมูลดีๆมาฝากกันครับ</p>
<p>กล้อง <strong>Nikon D5000</strong> เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน 2009 ที่ผ่านมานี้เอง โดยทาง <strong>Nikon</strong> จัดเจ้า <strong>D5000</strong> นี้อยู่ในกลุ่ม <em>upper-entry-level DSLR</em> และวาง position ของตัว product อยู่ระหว่าง D60 (ในขณะนั้น หรือ D3000 ณ ตอนนี้) กับ D90 เรียกได้ว่าเป็น product line ตัวใหม่ของทาง <strong>Nikon</strong> เลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ ในแง่ของการตลาดก็ถือว่าเป็นการเปิดตัวออกมาชนกับคู่แข่งตลอดการอย่าง Canon EOS 500D กันแบบเต็มๆ งานนี้ผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับผู้บริโภคอย่างเราๆล่ะครับ เพราะทำให้มีตัวเลือกกว้างมากขึ้น ว่าแล้วเราก็มาทำการ <strong>Review Nikon D5000</strong> กันเลยดีกว่า</p>
<h2 style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="Nikon-D5000" src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/12/nikon-d5000-1.jpg" alt="review nikon d5000" width="501" height="334" /></h2>
<h2><strong>What’s News !!! มีอะไรใหม่ใน Nikon D5000</strong></h2>
<h3><span style="text-decoration: underline;">New vari-angle monitor</span></h3>
<p>อย่างแรกเลยที่เห็นได้อย่างชัดเจน และเป็นจุดขายหลักๆของ <strong>Nikon D5000</strong> ก็คือหน้าจอ LCD แบบหมุนได้รอบทิศทาง ขนาด 2.7 นิ้ว ความละเอียด 230,000 pixel เพื่อนๆที่ชอบถ่ายรูปมุมแนวๆ ถ่ายบนพื้นดิน ถ่ายตัวเองคงจะปลื้มกับฟังก์ชันนี้กันไม่น้อยแน่ๆครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="vari-angle-monitor" src="http://www.nikon.co.th/products/1316/d51d9da185/D5000_LCD_4_i.jpg" alt="vari angle monitor" width="302" height="227" /></p>
<h3><span style="text-decoration: underline;">Body</span></h3>
<p>Body ของ <strong>D5000</strong> ถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่า D60 เล็กน้อย ทำให้จับถนัดมือขึ้น นอกจากนี้บริเวณวงล้อ dial ด้านขวาก็มีแผ่นหนังปิดไว้สำหรับรองนิ้วโป้ง ปุ่มกดต่างๆถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ถนัดมากยิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="body-D5000" src="http://www.nikon.co.th/products/1316/d51d9da185/D5000_back_2_i.jpg" alt="body D5000" width="299" height="224" /></p>
<h3><span style="text-decoration: underline;">Image Sensor </span></h3>
<p><strong>Nikon D5000</strong> ใช้ sensor แบบ CMOS ความละเอียด 12.3 ล้านพิกเซล (แบบ APS-C ตัวเดียวกับที่ใช้ใน Nikon D90) ระบบประมวลผล 12 bit EXPEED image processing system พร้อมด้วยระบบทำความสะอาด sensor (Sensor-Cleaning Module)</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="D5000-sensor" src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/12/wn_assembly.jpg" alt="image processing system" width="300" height="224" /></p>
<h3><span style="text-decoration: underline;">Movie Mode</span></h3>
<p>บันทึกวิดีโอพร้อมเสียงแบบ HD 720p ที่ 24 fps ได้สูงสุด 5 นาที (สูงสุด 20 นาที ที่ความละเอียด 424p และ 216p)</p>
<h3><span style="text-decoration: underline;">Other Key Product Features</span></h3>
<ul>
<li>ระบบ Auto focus <strong>Nikon</strong> Multi-CAM1000 แบบ 11 จุด TTL (เหมือนใน D90) ตรงนี้เพิ่มขึ้นมาจาก D60      ที่มีเพียงแค่ 3 จุด นอกจากนี้ <strong>Nikon      D5000</strong> ยังมีโหมด auto focus แบบ 3D      tracking ที่สามารถจับการเคลื่อนไหวของวัตถุได้ในแนวลึก      (เช่นถ่ายนกบิน) เพิ่มมาให้อีกด้วย</li>
<li>Live View ทำให้สามารถถ่ายภาพแบบกล้อง compact โดยไม่ต้องใช้ตาแนบที่ช่องมองภาพได้      ระบบ Auto focus ในโหมด Live View ยังมีให้เลือกอีกถึง 4 แบบด้วยกัน คือ Face      Priority, Wide Area, Normal Area และ Subject Tracking</li>
<li>สามารถ เปิด/ปิด grid      line ในช่องมองภาพได้</li>
<li>ถ่ายภาพต่อเนื่อง      4 fps</li>
<li>ระบบถ่ายภาพแบบเสียงเงียบ      (Quiet      Shooting)</li>
<li>ISO boost up ได้สูงสุดถึง 6400</li>
<li>โหมดถ่ายภาพคร่อม (Bracketing)</li>
<li>19 scenes mode</li>
<li>สามารถบันทึกภาพ RAW พร้อมด้วย      JPG ที่ความละเอียดสูงสุดได้ (เดิมได้แค่ Basic)</li>
<li>Picture Control ช่วยให้สามารถสร้างสรรค์สไตล์ของรูปภาพในแบบของคุณเอง ไม่ว่าจะเน้น contrast,      เพิ่มความคมชัด หรือถ่ายแบบเก็บรายละเอียดแล้วมาแต่งต่อในคอมก็ทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น</li>
<li>เพิ่มฟังก์ชันใหม่ๆสำหรับการตกแต่งรูปภายในกล้อง      (In-camera      retouching)</li>
<li>ระบบ Active D-Lighting สามารถปรับแต่งค่าได้ละเอียดมากขึ้น (จากเดิมใน D60 ทำได้แค่ On/Off)</li>
<li>มีช่องสำหรับต่อสายลั่นชัตเตอร์</li>
<li>แบตเตอรี่ EN-EL9a ความจุมากขึ้น</li>
</ul>
<h2><strong>Review by หลังกล้อง.com</strong></h2>
<p>กล้อง <strong>Nikon D5000</strong> ถือว่าเป็นกล้องที่ออกแบบมาได้น่าใช้มากๆตัวหนึ่งเลยทีเดียว เราจะมาว่ากันถึงข้อดีและข้อเสียของกล้องตัวนี้กันนะครับ (ขอเน้นเฉพาะจุดเด่นๆ ที่ทางเราคิดว่ามีส่วนสำคัญในการตัดสินใจนะครับ)</p>
<h3><span style="text-decoration: underline;">ข้อดี</span></h3>
<p>ด้วย Body ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ให้ความรู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการใช้งาน การออกแบบปุ่มกด โดยเฉพาะปุ่ม AE Lock ผมค่อนข้างชอบมากเป็นพิเศษเพราะทาง <strong>Nikon</strong> จัดให้วางอยู่บนระนาบเอียงไปข้างหน้าเล็กน้อย เวลากดปุ่มค้างเอาไว้จะค่อนข้างมั่นคงมากๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://www.nikon.co.th/products/1316/d51d9da185/D5000_LCD_2_i.jpg" alt="AE Lock" width="300" height="226" /></p>
<p>ระบบ Auto focus ที่เพิ่มขึ้นเป็น 11 จุด ทำให้การถ่ายภาพคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระบบ 3D tracking system ซึ่งจะทำการจับโฟกัสที่วัตถุไว้ตลอด ไม่ว่าจะเคลื่อนที่เปลี่ยนระนาบไปทางไหน ตรงนี้เหมาะมากๆสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพนกหรือวัตถุที่บินไปบินมา</p>
<p>หน้าจอ LCD แบบหมุนได้ อันนี้คงจะไม่กล่าวถึงไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นพระเอกของ <strong>Nikon D5000</strong> เลย เป็นการทำลายขีดจำกัดของการถ่ายภาพให้ได้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ชอบถ่ายภาพแบบนอนราบบนพื้น หรือจะในงานคอนเสิร์ตที่คนมุงกันเยอะๆ ทำให้ต้องยื่นแต่กล้องเข้าไปถ่าย ตรงนี้เพื่อนๆมั่นใจได้เลยว่าจะต้องได้ภาพดีๆกลับมาแน่นอน นอกจากนี้ เพื่อนๆบางคนอาจจะเคยพบปัญหาเวลาตั้งกล้องบนขาตั้งกล้อง แล้วต้องปวดตา ปวดหัว กับการพยายามเล็งในช่องมองภาพเล็กๆเพื่อจัดองค์ประกอบภาพใช่ไม๊ครับ ถ้าได้ลองใช้ Live view มาช่วยแล้วล่ะก็ รับรองจะต้องติดใจแน่ๆครับ</p>
<p>สามารถใช้งานในโหมดถ่ายวิดีโอได้ ตรงนี้ก็มีประโยชน์มากครับ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้ทำได้แบบ perfect แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากๆแล้วล่ะครับ</p>
<p>Grid Line ในช่องมองภาพ จะช่วยเพื่อนๆให้การจัดองค์ประกอบภาพได้ง่ายขึ้น ป้องกันการถ่ายภาพแล้วโลกเอียงได้อีกด้วย</p>
<p>ต่อสายลั่นชัตเตอร์ได้ ป๊าดดด อันนี้แหละแหล่ม การถ่ายภาพกลางคืน ถ่ายพลุ จะไม่มีอุปสรรคอีกแล้วว</p>
<p>โหมดถ่ายภาพแบบเสียงเงียบ .. อันนี้ก็มีประโยชน์เวลาที่อยู่ในสถานที่ที่ต้องการความสงบหรือไม่ต้องการให้มีเสียงกล้องมารบกวน</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"> </span></p>
<h3><span style="text-decoration: underline;">ข้อเสีย</span></h3>
<p>แม้ว่าปุ่มต่างๆจะออกแบบมาให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น แต่ยังมีข้อเสียเดิมๆคือให้มาค่อนข้างน้อยเกินไป การปรับ WB, ISO หรือ ขนาดไฟล์ภาพ ต้องกดเข้าไปปรับตั้งในหน้าจอ LCD หลัก ในเวลาที่เร่งรีบก็ทำให้เสียเวลาไปไม่น้อยเหมือนกัน (อย่างไรก็ตาม <strong>D5000</strong> มีปุ่ม fn มาให้หนึ่งปุ่ม ซึ่งเราจะกำหนดให้มันเป็นการตั้งค่าอะไรก็ได้)</p>
<p>ไม่มีมอเตอร์ในตัวกล้อง &#8230; เป็นที่รู้กันมาโดยตลอดว่ากล้อง <strong>Nikon</strong> ในสมัยก่อนๆนั้น ออกแบบโดยใช้มอเตอร์ช่วยในการ auto focus จากที่ตัวกล้อง (สังเกตุว่าจะมีเหมือนไขควงเล็กๆยื่นออกมาข้างๆเมาท์ ในรุ่น D80 หรือ D90 ขึ้นไป) ไม่ใช่ที่</p>
<p>เลนส์ ทำให้หากเราอยากจะใช้เลนส์เก่าๆ พวก AF-D กับ <strong>D5000</strong> แล้วล่ะก็ จะต้องใช้มือหมุน หรือว่า manual focus เอาครับ ย้ำกันชัดๆนิดนึงว่าแค่ระบบ auto focus นะครับ ที่ไม่ทำงาน เพราะยังมีหลายๆคนที่เข้าใจผิดตรงนี้อยู่ แต่จริงๆจะว่าไปแล้ว มันก็ไม่ถึงกับจะเป็นข้อเสียที่หนักหนาอะไร เพราะเลนส์รุ่นใหม่ๆที่ออกมาของ <strong>Nikon</strong> จะเป็นตระกูล AF-S แทบทั้งหมด (มีมอเตอร์ที่ตัวเลนส์) มีให้เลือกทั้งเลนส์ระดับเทพตัวละหกเจ็ดหมื่นไปจนถึงเลนส์ระดับเริ่มต้นราคาแค่เจ็ดแปดพันแต่คุณภาพใช้ได้เลยทีเดียว เพื่อนๆก็อาจจะแค่เสียโอกาสในการใช้เลนส์ fix ดีๆราคาถูกอย่าง AF-50 f1.8D  ให้ได้เต็มระบบไปเท่านั้นเอง (จริงๆบางคนเค้าก็ชอบใช้ MF (Manual Focus) นะครับ อิอิ)</p>
<p>ระบบ Flash … จริงๆแล้ว สิ่งหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจของชาว <strong>Nikon</strong> เลยก็คือระบบ Flash ที่เรียกว่า CLS (Creative Lighting System) โดยกล้อง <strong>Nikon</strong> (ตั้งแต่ D80 หรือ D90 ขึ้นไป) สามารถที่จะใช้ flash หัวกล้องเป็น Commander เพื่อสั่งงาน Flash นอกแบบไร้สายได้โดยไม่ต้องไปซื้ออุปกรณ์มาต่อพ่วงใดๆ แถมยังทำงานแบบ TTL ซะด้วย (แม้แต่กล้อง EOS 5D ยังทำไม่ได้เลยนะครับ อิอิ) แต่กับ <strong>D5000</strong> เพื่อนๆจะไม่สามารถใช้งานในส่วนนี้ได้ครับ ต้องซื้อตัว Wireless Trigger มาเพิ่ม หรือไม่ก็ซื้อ SB-600 มาซักตัว SB-900 มาอีกซักตัว ให้ตัวนึงสั่งอีกตัวนึงก็ได้ 555 ข้อเสียอีกจุดหนึ่งในเรื่อง Flash กับ <strong>D5000</strong> ก็คือการใช้งานในโหมด Auto FP หรือ High Speed Sync กับ Flash นอก แม้ว่าเราจะมี Flash SB-900 ก็ไม่สามารถที่จะทำให้เจ้า <strong>Nikon D5000</strong> สั่งงานให้ Flash ทำงานสัมพันธ์กับสปีดชัตเตอร์สูงๆ (มากกว่า 1/200s) ได้ครับ ถามว่าตรงนี้จริงๆแล้วสำคัญมากไม๊ ผมมองว่ามันก็ไม่เท่าไหร่นะครับ เพราะจริงๆแล้ว การที่เราจะได้ภาพสวยๆ สภาพแสงมีส่วนสำคัญมากๆครับ การถ่ายภาพในตอนกลางวัน แดดแรงๆ แสงแข็งๆ ต่อให้มี High Speed Sync ภาพก็ออกมาไม่สุดครับ กลับกันถ้าเราเลือกถ่ายภาพในช่วงเช้า แสงกำลังพอเหมาะ Auto FP ก็แทบจะไม่จำเป็นต้องใช้ แถมได้ภาพที่สวยกว่าด้วย</p>
<h2>สรุป REview Nikon D5000</h2>
<p>สรุปว่า <strong>Nikon D5000</strong> เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีทีเดียวสำหรับเพื่อนๆที่อยากจะลองหา DSLR มาไว้ข้างกายซักตัว ด้วยวัสดุในการประกอบที่ทำออกมาได้ดี ดูมีราคา ทำให้เพิ่มความน่าใช้ขึ้นได้อีกพอสมควร หน้าจอ LCD แบบพับได้ใช้งานได้ค่อนข้างดี practical และสะดวกมากๆ เพิ่มโอกาสในการได้ภาพสวยๆในมุมแปลกๆ ถ่ายวิดีโอได้ มีระบบ Live View ระบบ auto focus แบบ 3D tracking system ช่วยให้การถ่ายวัตถุที่มีการเคลื่อนไหว กลายเป็นเรื่องง่ายๆไปเลย ถึงแม้ <strong>D5000</strong> จะมีข้อเสียอยู่บ้างในเรื่องปุ่มต่างๆในการควบคุมกล้องมีน้อยไปหน่อย, ไม่มีมอเตอร์ในตัว และ โหมดในการใช้งาน Flash ให้มาไม่สุดๆ แต่ก็มองว่าไม่ได้เลวร้ายอะไรมากมายอะไรในระดับเริ่มต้น <em> </em></p>
<p style="text-align: center;"><em>หลังกล้อง.com ฮายยยลี๊ เรคคอมเมนด์ คร๊าบบ อิอิ</em> ..</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่งบถึงและอยากใช้งานในระดับค่อนข้าง advance ก็อาจจะมอง D90 ไว้เป็นอีกทางเลือกนึงครับ เพราะโดยรวมค่อนข้างจะสมบูรณ์มากกว่า ฟังก์ชันต่างๆให้มาครบ Body ใหญ่จับถนัดมือ การควบคุมกล้องก็สะดวกด้วยปุ่มปรับค่าต่างๆที่ให้มาครบถ้วน แถมจอ LCD บอกรายละเอียดด้านบนด้วย ไว้มีโอกาส ทางทีมงานหลังกล้อง.com จะทำ <strong>Review</strong> ออกมาให้เพื่อนๆได้ชมกันครับ อดใจรอนี๊ดดนึง</p>
<p>เอาล่ะครับ เป็นยังไงกันบ้าง กับ <strong>Review Nikon D5000</strong> สไตล์ หลังกล้อง.com หวังว่าเพื่อนๆที่กำลังจดๆ จ้องๆ กับกล้องตัวนี้คงจะได้ข้อมูลไปเพิ่มเติมบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ ไว้เดี๋ยวในคราวหน้าคงจะมีภาพตัวอย่างจากกล้องตัวนี้มาให้ชมกัน ตอนนี้ยังไม่มีเวลาไปไหนเลยครับ ขอแปะไว้ก่อน อิอิ แล้วพบกันครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/12/nikon-d5000-2.jpg" alt="Nikon D5000" width="335" height="501" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><img class="alignnone" src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/12/nikon-d5000-3.jpg" alt="Nikon D5000" width="501" height="334" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><img class="alignnone" src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/12/nikon-d5000-4.jpg" alt="Nikon D5000" width="500" height="333" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lungklong.com/review-nikon-d5000/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Canon EF 100mm F2.8 L IS USM มาดู Macro สุดฮ๊อตจากแคนอน</title>
		<link>http://www.lungklong.com/canon-ef-100mm-f2-8-l-is-usm-macro/</link>
		<comments>http://www.lungklong.com/canon-ef-100mm-f2-8-l-is-usm-macro/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Dec 2009 12:38:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LungKlong.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[เลนส์ (Lens)]]></category>
		<category><![CDATA[100mm F2.8 L]]></category>
		<category><![CDATA[Canon EF 100mm]]></category>
		<category><![CDATA[Canon EF 100mm L]]></category>
		<category><![CDATA[Canon Macro 100mm L]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lungklong.com/?p=270</guid>
		<description><![CDATA[แค่เห็นภาพที่ถ่ายจากเลนส์ Canon EF 100mm L ตัวนี้ครั้งแรกก็ประทับใจมากๆ ยิ่งได้ลองสัมผัสก็รู้ได้เลยว่าต้องขายดีแน่นอน ถือเป็น Lens ไม่กี่ตัวที่สาวก Canon รอคอยมานานแสนนาน แม้ว่าราคาของ Macro 100mm L ตัวนี้จะจัดว่าค่อนข้างแพงก็ตาม สำหรับเลนส์มาโคร 100mm L ตัวนี้มาพร้อมกับระบบกันสั่น แบบใหม่ล่าสุด Hybrid Image Stabilization System (IS) ที่ช่วยให้การถ่ายรูปกับวัตถุเล็กๆแนว Macro ได้อย่างง่ายดายและชัดโดยไม่ต้องง้อขาตั้งกล้องเลย
ราคาของ Canon EF 100mm F2.8 L
ราคาของเลนส์ Canon Macro ตัวนี้จะอยู่ราวๆ 33,750 &#8211; 37,900 บาท และที่อเมริกาจะตั้งขายอยู่ที่ราวๆ 35,000 ตลกไหม ที่เวลาซื้อที่อเมริกามันดันแพงกว่าที่เมืองไทย ไม่แปลกหรอก เพราะหลังๆหลายๆ items ซื้อที่เมืองไทยถูกกว่าเมืองนอกอีกแล้วก็ได้ ประกันศูนย์ด้วย แต่เนื่องจากขายดีมากๆ ของมักจะหมด พอหมดทีมันก็หมดทั้งประเทศเลย ถามหาที่ไหนก็ไม่มี ก็อย่างว่านะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แค่เห็นภาพที่ถ่ายจากเลนส์ <strong>Canon EF 100mm L</strong> ตัวนี้ครั้งแรกก็ประทับใจมากๆ ยิ่งได้ลองสัมผัสก็รู้ได้เลยว่าต้องขายดีแน่นอน ถือเป็น Lens ไม่กี่ตัวที่สาวก Canon รอคอยมานานแสนนาน แม้ว่าราคาของ <strong>Macro 100mm L</strong> ตัวนี้จะจัดว่าค่อนข้างแพงก็ตาม สำหรับเลนส์มาโคร <strong>100mm L</strong> ตัวนี้มาพร้อมกับระบบกันสั่น แบบใหม่ล่าสุด Hybrid Image Stabilization System (IS) ที่ช่วยให้การถ่ายรูปกับวัตถุเล็กๆแนว Macro ได้อย่างง่ายดายและชัดโดยไม่ต้องง้อขาตั้งกล้องเลย<span id="more-270"></span></p>
<h2>ราคาของ Canon EF 100mm F2.8 L</h2>
<p>ราคาของเลนส์ Canon Macro ตัวนี้จะอยู่ราวๆ 33,750 &#8211; 37,900 บาท และที่อเมริกาจะตั้งขายอยู่ที่ราวๆ 35,000 ตลกไหม ที่เวลาซื้อที่อเมริกามันดันแพงกว่าที่เมืองไทย ไม่แปลกหรอก เพราะหลังๆหลายๆ items ซื้อที่เมืองไทยถูกกว่าเมืองนอกอีกแล้วก็ได้ ประกันศูนย์ด้วย แต่เนื่องจากขายดีมากๆ ของมักจะหมด พอหมดทีมันก็หมดทั้งประเทศเลย ถามหาที่ไหนก็ไม่มี ก็อย่างว่านะ มันเพิ่งออกมาใหม่ แล้วก็ตอบสนอง need ของผู้ที่มีกำลังซื้อเป็นอย่างดี (ราคานี้มีการ Update อยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ทางทีมงานจะทำการ Update ต่อๆไป อย่าลืม Click มา Check ราคาที่นี่เรื่อยๆนะครับ)</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://lungklong.files.wordpress.com/2009/12/4025606960_791fbc1ccd_o.jpg?w=480" alt="ภาพ Canon EF 100mm F2.8 L IS USM พร้อมอุปกรณ์เสริม" /><br />
ภาพ Canon EF 100mm F2.8 L IS USM พร้อมอุปกรณ์เสริม<br />
สำหรับใน Package จะมีตัว Hood มาให้ด้วย ส่วน Flash Macro Ring ต้องไปหาซื้อมาเพิ่มเอาเอง</p>
<div style="text-align:center"><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  GA_googleFillSlot("Lungklong-content-468");
// ]]&gt;</script></div>
<h2>กันสั่นมากสุดถึง 4 Stop แบบ มาโครแท้ๆ</h2>
<p>จากที่ Canon บอกว่า ตัว Macro 100mm L นี้กันสั่นได้ถึง 4 Stop นั้น จริงๆแล้ว มันจะได้ถึง 4 Stop เมื่อใช้ Mode ระยะยาวเท่านั้น ถ้าใช้ กับ mode การขยายที่ 1/2 เท่า จะกันได้แค่ 3 Stop และเมื่อถ่ายใน Mode อัตราขยาย 1 ต่อ 1 เท่านั้น กันสั่นจะลดลงไปเหลือแค่ 2 Stop เท่านั้น</p>
<h2>คม ชัด ใส ด้วย 15 ชิ้นเลนส์ 12 กลุ่ม ให้ภาพ Macro สวย หวาน</h2>
<p>การออกแบบของเลนส์มาโคร 100mm L ของ Canon ครั้งนี้ทำได้ดีมากๆ ไม่อ้วนๆ ป้อมๆ หรือ บานปลาย ซึ่งเป็นอะไรที่ใครต่อใครหลายๆคนไม่ค่อยชอบ รูปลักษณ์ภายนอกว่าเยี่ยมแล้ว แต่ภายในนั้นยังอัดไปด้วย technology และการออกแบบที่ดีมากๆ มีการเคลือบเลนส์เพื่อลดการเพี้ยนของสีและลดการบิดเบี้ยวของรูปภาพ ทำให้ภาพที่ออกมานอกจากมีสีสันจัดจ้านแล้วยังได้ภาพที่ไม่ค่อยเพี้ยน และสียังไล่ละดับทำให้ไม่ดูแข็งกระด้างอีก</p>
<h2>Canon Macro 100mm L ใช้ได้ทั้ง Full Frame และ APS-c</h2>
<p>มันเป็นเลนส์ L นี่ ใช้กับ Full Frame ได้อยู่แล้ว และก็ยังสามารถใช้กับ APS-C ด้วย แต่ก็ต้องบอกเลยว่าภาพที่ได้ออกมาหากนำไปใช้ระหว่าง กล้องแบบ Full Frame กับ APS-C นั้น คุณภาพ ความคมชัดของภาพจะต่างกันแน่ๆ แต่ต่างกันมากไม๊ ก็ต้องบอกว่าไม่มากเท่าไหร่ จริงๆแล้ว กล้อง Full Frame เอาไปใช้กับ Lens อะไรที่ Support Full Frame ต่อให้ไม่ใช่ Lens L ก็จะให้คุณภาพภาพดีกว่า APS-C อยู่แล้ว (ลองนึกง่ายๆว่าราคาที่แตกต่างกันในระดับหลายหมื่นถึงเป็นแสนๆ มันคงต้องมีอะไรที่มันแตกต่างกันบ้างแหละ)</p>
<p>สำหรับคนที่ใช้กล้องแบบ APS-C ก็ให้ผลคุณภาพของภาพและความชัดที่ถือว่าอยู่ในระดับเยี่ยมกว่า Lens Macro ทั่วๆไปอยู่แล้ว ไม่ว่าจะใช้ที่ F เท่าไหร่ ความคม ชัด ก็จะมีมากกว่า Lens Macro รุ่นก่อนหน้านี้ของ Canon แน่นอน และยิ่งเอาไปใช้กับ Full Frame ยิ่งเทพเข้าไปใหญ่</p>
<h2>Canon Macro 100mm L กับการถ่าย Portrait</h2>
<p>ช่วงหลังๆนี่มีคนชอบเอา Lens Macro มาถ่าย Portrait เพราะมันจะให้อารมณ์ความชัด จัดจ้าน มากๆ แต่ขอบอกเลยถ้านางแบบหน้าไม่ใสเหมือนดารา หรือแต่งหน้ามาไม่ดี อย่าได้ลองเด็ดขาด จะหาว่าไม่เตือน เพราะคุณสมบัติของ Lens Macro นั้นมันเน้นความชัด และชัดมากๆซะด้วย ด้วยความที่มัน ชัด จัดจ้านนี่แหละ หลายๆ Studio มักจะเอามาถ่ายงานที่เป็นแนว Commercial หรือพวกโฆษณา</p>
<p>สำหรับ Canon Macro 100mm L นั้นมันชัดมากๆคมมากๆเหมือน Lens Macro ทั่วๆไป แต่สิ่งที่ต่างคือการไล่ระดับสีที่ถือว่ามีความต่อเนื่องกันมากกว่า Lens ตัวอื่นๆ ภาพที่ได้ออกมานั้นมันจะเป็นลักษณะ ชัด คม แต่ไม่แข็งกระด้างมากนัก แต่ก็ก็ไม่ได้ฟุ้งเหมือนเอา Lens Portrait แท้ๆมาถ่าย ส่วนตัวผมชอบภาพบุคคลที่ได้จาก Lens Macro ตัวนี้มากกว่า มันมีความลงตัวพอดีมากๆเวลาเอามาถ่ายภาพแนว Portrait นี้</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/12/canon-ef-100mm-l-macro.jpeg" alt="Canon EF 100mm F2.8 L IS USM" /></p>
<h2>Hybrid IS on Canon Macro EF 100mm F2.8 L</h2>
<p>Canon Hybrid Image Stabilization Technology effectively compensates for both angular and shift camera shake during close-up shooting. The lens was developed to expand users&#8217; photographing range and allow a wider range of users to easily enjoy macro photography.</p>
<h2>Macro EF 100mm F2.8 L Specification</h2>
<p>Focal Length : 100mm</p>
<p>Maximum Aperture 2.8</p>
<p>Lens Construction: 15 elements in 12 groups</p>
<p>Diagonal Angle of View: 23.4°</p>
<p>Focus Adjustment<br />
Inner focusing system with USM. Full-time manual focus available.</p>
<p>Closest Focusing Distance<br />
0.99 ft./0.3m (maximum close-up magnification: 1x)</p>
<p>Filter Size<br />
67mm</p>
<p>Max. Diameter x Length, Weight<br />
3.1 x 4.8 in./77.7 x 123mm, 22.0 oz./625g</p>
<h2>ตัวอย่าง Gallery รูปภาพจากเลนส์ Macro Canon EF 100mm F2.8 L</h2>
<p><img src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/12/canon-ef-100-mm-macro-2-8-l02.jpg" alt="ตัวอย่าง Gallery รูปภาพจากเลนส์ Macro Canon EF 100mm F2.8 L" /><br />
ถ่าย view ก็สวย</p>
<p><img src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/12/canon-ef-100-mm-macro-2-8-l05.jpg" alt="ตัวอย่าง Gallery รูปภาพจากเลนส์ Macro Canon EF 100mm F2.8 L" /><br />
คม และสีก็ไม่แข็งเกินไป ชัดแม้ไม่ใช้ขาตั้งกล้องเพราะมีระบบกันสั่น</p>
<p><img src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/12/canon-ef-100-mm-macro-2-8-l01.jpg" alt="เป็น lens Macro ที่ให้ความจัดจ้านจริงๆ Canon 100mm 2.8L" /><br />
Contrast และ Sharpness สูง สำหรับ Canon 100mm 2.8L ตัวนี้</p>
<p><img src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/12/canon-ef-100-mm-macro-2-8-l031.jpg" alt="Canon 100mm 2.8L กับงาน Point and shoot" /><br />
Canon 100mm 2.8L กับงาน Point and shoot</p>
<p><img src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/12/canon-ef-100-mm-macro-2-8-l04.jpg" alt="Canon 100mm 2.8L กับงาน Portrait" /><br />
Canon 100mm 2.8L กับงาน Portrait เนื่องจากตัวนี้จะให้สีที่นุ่มกว่า Macro ตัวก่อนของ Canon จึงมีคนชอบเอามาถ่าย Portrait อยู่เสมอ</p>
<p>* Image shot by latest Canon&#8217;s Macro Lens 100mm 2.8L IS. Special Thanks to DPReview for those pictures. Image Styles including: Macro, Portrait, Point and Shoot.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lungklong.com/canon-ef-100mm-f2-8-l-is-usm-macro/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แต่งภาพด้วย Color Control Point ใน Nikon Capture NX 2</title>
		<link>http://www.lungklong.com/nikon-capture-nx-2/</link>
		<comments>http://www.lungklong.com/nikon-capture-nx-2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Nov 2009 04:18:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Goldsaint</dc:creator>
				<category><![CDATA[การแต่งภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Color Control Point]]></category>
		<category><![CDATA[Nikon]]></category>
		<category><![CDATA[Nikon Capture NX 2]]></category>
		<category><![CDATA[แต่งภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lungklong.com/?p=264</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าพูดถึงโปรแกรม Nikon Capture NX 2แล้ว เหล่าสาวก Nikon หรือ Nikonian คงจะต้องเคยได้ยินผ่านหู หรือว่าเคยใช้กันมาบ้างไม่มากก็น้อยใช่ไม๊ครับ Capture NX นั้นเป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับปรับแต่งภาพลิขสิทธิ์เฉพาะของ Nikon ดั้งนั้นมันจึงค่อนข้างมีความเข้าใจในไฟล์ภาพที่ออกจากกล้องของ Nikon เองได้เป็นอย่างดี (โดยเฉพาะ Raw ไฟล์) วันนี้ผมก็จะมาพูดถึง Feature อีกอันนึงที่เรียกได้ว่าเป็นจุดขายเลยของ Nikon Capture NX 2 นั่นก็คือเจ้า Color Control Point ครับ
Color Control Point คืออะไร?
หลายๆคนอาจจะประสบปัญหาเวลาเอาภาพมาแต่ง เช่น อยากจะให้สีสันมันสดขึ้นเฉพาะแค่ท้องฟ้า หรือเพิ่ม contrast เฉพาะพื้นดิน หรือบางทีการใช้ selective color ใน photoshop มันก็จะเปลี่ยนสีไปทั้งภาพเลย ทั้งๆที่เราต้องการแค่เป็นจุดๆไป ตรงนี้ล่ะครับที่ Color Control Point สามารถช่วยเพื่อนๆได้แบบง่ายๆ ด้วยเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าพูดถึงโปรแกรม <strong>Nikon Capture NX 2</strong>แล้ว เหล่าสาวก <strong>Nikon</strong> หรือ <strong>Nikonian</strong> คงจะต้องเคยได้ยินผ่านหู หรือว่าเคยใช้กันมาบ้างไม่มากก็น้อยใช่ไม๊ครับ <strong>Capture NX</strong> นั้นเป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับปรับแต่งภาพลิขสิทธิ์เฉพาะของ <strong>Nikon</strong> ดั้งนั้นมันจึงค่อนข้างมีความเข้าใจในไฟล์ภาพที่ออกจากกล้องของ <strong>Nikon</strong> เองได้เป็นอย่างดี (โดยเฉพาะ Raw ไฟล์) วันนี้ผมก็จะมาพูดถึง Feature อีกอันนึงที่เรียกได้ว่าเป็นจุดขายเลยของ <strong>Nikon Capture NX 2</strong> นั่นก็คือเจ้า <strong>Color Control Point</strong> ครับ</p>
<h3>Color Control Point คืออะไร?</h3>
<p>หลายๆคนอาจจะประสบปัญหาเวลาเอาภาพมาแต่ง เช่น อยากจะให้สีสันมันสดขึ้นเฉพาะแค่ท้องฟ้า หรือเพิ่ม contrast เฉพาะพื้นดิน หรือบางทีการใช้ selective color ใน photoshop มันก็จะเปลี่ยนสีไปทั้งภาพเลย ทั้งๆที่เราต้องการแค่เป็นจุดๆไป ตรงนี้ล่ะครับที่ <strong>Color Control Point</strong> สามารถช่วยเพื่อนๆได้แบบง่ายๆ ด้วยเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> </p>
<p><strong>Color Control Point</strong> เป็น Feature ตัวหนึ่งของโปรแกรม <strong>Nikon Capture NX 2</strong> (จริงๆแล้วมันก็มีมาตั้งแต่สมัยที่เป็นเวอร์ชัน 1 แล้วล่ะครับ) โดยการทำงานของมันก็คือ เมื่อเราคลิกตัว <strong>color control point</strong> ลงไปบนสีใดสีหนึ่งบนภาพ มันก็จะ select เฉพาะสีนั้นให้อัตโนมัติ ในขอบเขตที่เรากำหนดเองได้อีกด้วย พูดแบบนี้คงไม่ค่อยเห็นภาพ ลองไปดูตัวอย่างประกอบกันดีกว่าครับ</p>
<h3>ตัวอย่างการใช้งาน Color Control Point</h3>
<p><img class="aligncenter" title="ภาพตัวอย่าง" src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/11/dsc_1101.jpg" alt="ตัวอย่างการใช้งาน Color Control Point" width="500" height="277" /></p>
<p>จากภาพนะครับ เราจะมาดูตัวอย่างการใช้งาน <strong>Color Control Point</strong> กัน สมมติในรูป ผมต้องการให้เฉพาะสีแดงตรงที่ดับเพลิงเข้มขึ้น โดยที่ฉากหลังสีเขียนต้องการเก็บไว้เป็นสีเดิม ผมก็เริ่มจากเปิดภาพนี้ขึ้นมาด้วยโปรแกรม <strong>Nikon Capture NX 2</strong> จากนั้นก็เลือกไปที่ปุ่ม <strong>Color Control Point</strong></p>
<p><img class="aligncenter" title="select-color-conrol-point" src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/11/17-11-2552-10-45-39.jpg" alt="" width="500" height="383" /></p>
<p>เสร็จแล้วผมก็จิ้มเจ้า <strong>Color Control Point</strong> นี้ ลงไปบนบริเวณพื้นที่สีแดงๆ (ตรงไหนก็ได้ครับ) จะเห็นว่าถ้าเราคลิกปุ่ม <strong>color control point</strong> สีขาวๆค้างไว้ มันจะมีวงกรมเส้นประอยู่โดยรอบตัวมันด้วย วงกลมนี้จะบอกถึงของเขตที่เจ้าตัว <strong>color control point</strong> นี้ทำงานอยู่ เราสามารถเลื่อนขาสไลด์อันบนสุดเพื่อเพิ่มหรือลดขนาดได้ครับ</p>
<p><img class="aligncenter" title="เลือกไปที่สีแดง" src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/11/17-11-2552-10-51-23.jpg" alt="พื้นที่สีแดง" width="500" height="384" /></p>
<p style="text-align: left;">ทีนี้ ผมต้องการให้สีแดงมืดลง ผมก็เลื่อนแถบตัว B (Brightness) ให้น้อยลง<img class="aligncenter" src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/11/17-11-2552-10-56-36.jpg" alt="Brightness" width="500" height="414" /></p>
<p style="text-align: left;">แค่นี้เองครับ จะเห็นว่าตอนนี้สีแดงของเราเข้มขึ้นแล้ว และโดยที่ฉากหลังสีเขียวไม่ได้โดน effect อะไรเลย นี่ล่ะครับคือประโยชน์ข้อที่สำคัญมากๆเลยของ <strong>Color Control Point</strong> ใน <strong>Nikon Capture NX 2</strong> นอกจาก Brightness แล้ว เรายังสามารถปรับ Contrast, Hue, Saturation, R, G, B, แล้วก็โทน Warm ของภาพได้อีกด้วย (ในรูปจะเห็นตัวปรับค่าแค่ 3 อันหลักๆ ก็คือ Brightness, Contrast, Saturation เพื่อนๆสามารถดึง Option อื่นๆออกมาโดยเลือกไปที่ panel ด้านขวานะครับ)</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/11/17-11-2552-11-07-37.jpg" alt="Panel ด้านขวา" width="266" height="405" /></p>
<p style="text-align: left;">เห็นไม๊ครับเพื่อนๆ ง่ายๆและมีประโยชน์มากๆเลย เพื่อนๆที่ใช้ค่ายอื่นอย่าง Canon หรือ Olympus ก็ไม่ต้องน้อยใจนะครับ เราสามารถเอาไฟล์ JPG หรือว่า TIFF มาเปิดแล้วใช้ Feature ของ Nikon Capture NX 2 ได้เช่นกัน ยังๆไงก็ลองเอาเทคนิคนี้ไปลองฝึกใช้กันดูนะ แล้วก็อย่าลืมเอาภาพมาโพสให้ชมกันบ้างในเวบบอร์ดนะครับ <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lungklong.com/nikon-capture-nx-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประกวดภาพถ่าย สีสัน Photo Fair 2009</title>
		<link>http://www.lungklong.com/photo-fair-2009contest/</link>
		<comments>http://www.lungklong.com/photo-fair-2009contest/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Nov 2009 16:45:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Goldsaint</dc:creator>
				<category><![CDATA[Update ข่าวสาร]]></category>
		<category><![CDATA[แนะนำสถานที่ถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Photo Fair 2009]]></category>
		<category><![CDATA[ประกวดถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ประกวดถ่ายภาพ Photo Fair 2009]]></category>
		<category><![CDATA[สีสัน Photo Fair 2009]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lungklong.com/?p=258</guid>
		<description><![CDATA[จากข่าวที่ประกวดถ่ายภาพ Miss Leo Photo Contest สำหรับเพื่อนๆที่ไม่ถนัดถ่ายภาพบุคคลก็อย่าเพิ่งน้อยใจไปครับ ในงาน Photo Fair 2009 (ที่กำลังจะมีขึ้นวันที่ 25-29 พฤศจิกายนนี้) ก็เพิ่มทางเลือกมาให้ครับ โดยการจัดประกวดขึ้นมาอีกหัวข้อนึง ใช้ชื่อว่า ประกวดภาพถ่าย สีสัน Photo Fair 2009
โดย Concept ของการประกวดนี้ก็คือ เป็นภาพถ่ายที่แสดงถึงบรรยากาศ สีสันงาน Photo Fair 2009 และกิจกรรมต่างๆ อาทิ บริษัท ห้าง ร้าน ที่ร่วมแสดงงาน ผู้เข้าชมงาน การแสดงบนเวที นางแบบ Pretty ที่จัดขึ้นภายในงาน Photo Fair 2009 ณ ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา
รางวัลที่จะได้รับ
กล้องดิจิตอล วันละ 3 รางวัล (ตัดสินวันที่ 26-29 พ.ย. 52) ทั้งหมด 12 รางวัล
โดยแบ่งการตัดสินเป็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จากข่าวที่ประกวดถ่ายภาพ Miss Leo Photo <strong>Contest</strong> สำหรับเพื่อนๆที่ไม่ถนัดถ่ายภาพบุคคลก็อย่าเพิ่งน้อยใจไปครับ ในงาน <strong>Photo Fair 2009</strong> (ที่กำลังจะมีขึ้นวันที่ 25-29 พฤศจิกายนนี้) ก็เพิ่มทางเลือกมาให้ครับ โดยการจัดประกวดขึ้นมาอีกหัวข้อนึง ใช้ชื่อว่า <strong>ประกวดภาพถ่าย สีสัน Photo Fair 2009</strong></p>
<p>โดย Concept ของการประกวดนี้ก็คือ เป็นภาพถ่ายที่แสดงถึงบรรยากาศ <strong>สีสันงาน Photo Fair 2009</strong> และกิจกรรมต่างๆ อาทิ บริษัท ห้าง ร้าน ที่ร่วมแสดงงาน ผู้เข้าชมงาน การแสดงบนเวที นางแบบ Pretty ที่จัดขึ้นภายในงาน <strong>Photo Fair 200</strong>9 ณ ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา</p>
<h3>รางวัลที่จะได้รับ</h3>
<p>กล้องดิจิตอล วันละ 3 รางวัล (ตัดสินวันที่ 26-29 พ.ย. 52) ทั้งหมด 12 รางวัล</p>
<p>โดยแบ่งการตัดสินเป็น 4 ครั้ง</p>
<ul>
<li>ครั้งที่ 1 ถ่ายภาพวันที่ 25-26 พ.ย. ส่งภาพเข้า<strong>ประกวด</strong>วันที่ 26 พ.ย. เวลาไม่เกิน 18.00 น. และมอบรางวัลเวลา 19.30 น.</li>
<li>ครั้งที่ 2 ถ่ายภาพวันที่ 27 พ.ย. ส่งภาพเข้า<strong>ประกวด</strong>วันที่ 27 พ.ย. เวลาไม่เกิน 18.00 น. และมอบรางวัลเวลา 19.30 น.</li>
<li>ครั้งที่ 2 ถ่ายภาพวันที่ 28 พ.ย. ส่งภาพเข้า<strong>ประกวด</strong>วันที่ 28 พ.ย. เวลาไม่เกิน 18.00 น. และมอบรางวัลเวลา 19.30 น.</li>
<li>ครั้งที่ 2 ถ่ายภาพวันที่ 29 พ.ย. ส่งภาพเข้า<strong>ประกวด</strong>วันที่ 29 พ.ย. เวลาไม่เกิน 18.00 น. และมอบรางวัลเวลา 19.30 น.</li>
</ul>
<p>ทั้งหมดนี้จัดขึ้น ณ เวทีกิจกรรม <strong>Photo Fair 2009</strong></p>
<h3>มาดูกติกากันบ้าง</h3>
<ol>
<li>เป็นภาพถ่ายกิจกรรมต่างๆในงาน <strong>Photo Fair 2009</strong> ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง 25-29 พ.ย. 52 ณ ศูนย์แสดงสินค้าไบเทคเท่านั้น</li>
<li>ถ่ายภาพสีหรือขาวดำ ด้วยกล้องฟิล์มหรือกล้องดิจิตอล</li>
<li>ภาพที่ส่งเข้าประกวดต้องอัดบนกระดาษขนาด 4&#215;6 นิ้ว สำหรับกล้องดิจิตอลต้องถ่ายในความละเอียดไม่ต่ำกว่า 6 MP</li>
<li>ด้านหลังของทุกภาพให้ระบุรายละเอียด ได้แก่ ชื่อภาพ ชื่อ นามสกุล ผู้ถ่ายภาพ ที่อยู่ พร้อมเบอร์ติดต่อ</li>
<li>ภาพถ่ายทั้งหมดจะไม่ส่งคืน ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดกรุณาเก็บฟิล์มหรือไฟล์ต้นฉบับไว้เพื่อเป็นหลักฐาน</li>
<li>สามารถส่งภาพเข้า<strong>ประกวด</strong>ได้ไม่จำกัดจำนวน แต่รับรางวัลสูงสุดได้รางวัลเดียว</li>
<li>สามารถส่งภาพได้ที่บริเวณห้องผู้จัดงานหน้า Hall 102 ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค</li>
</ol>
<p><span style="font-size: 16pt; font-family: 'Angsana New','serif';"> </span><span style="font-size: 16pt; font-family: 'Angsana New','serif';"><span><span> </span></span></span>กติกาง่ายๆแค่นี้เองครับ เตรียมกล้อง เตรียมเลนส์ของท่านให้พร้อม แล้วไปบุกตะลุยงาน <strong>Photo Fair 2009</strong> ด้วยกันนะครับ</p>
<p><strong><span style="font-size: 16pt; font-family: 'Angsana New','serif';"> </span></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lungklong.com/photo-fair-2009contest/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Photo Fair 2009 ชวนร่วมส่งภาพถ่ายเข้าประกวดใน Miss Leo Photo Contest</title>
		<link>http://www.lungklong.com/miss-leo-photo-contest/</link>
		<comments>http://www.lungklong.com/miss-leo-photo-contest/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Nov 2009 16:19:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Goldsaint</dc:creator>
				<category><![CDATA[Update ข่าวสาร]]></category>
		<category><![CDATA[แนะนำสถานที่ถ่ายภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Miss Leo]]></category>
		<category><![CDATA[miss leo photo contest]]></category>
		<category><![CDATA[photo contest]]></category>
		<category><![CDATA[Photo Fair 2009]]></category>
		<category><![CDATA[ประกวดถ่ายภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lungklong.com/?p=252</guid>
		<description><![CDATA[สิ้นเดือนนี้แล้วนะครับ ที่งาน Photo Fair ประจำปี 2009 กำลังจะเริ่มเปิดฉากขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา คนรักการถ่ายภาพอย่างเราๆพลาดกันไม่ได้เลยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเค้ามีการชวนเชิญให้ส่งภาพถ่ายเข้าประกวดในหัวข้อ Miss Leo Photo Contest กันด้วย อิอิ ชักเริ่มสนใจกันแล้วใช่ไม๊ครับ ตามมาฟังรายละเอียดกันทางนี้ได้เลย
ระยะเวลาในการถ่ายภาพเพื่อส่งเข้าประกวดก็คือ วันที่ 26-28 พฤศจิกายน เวลา 18.00 &#8211; 20.30 น. ณ เวทีงาน Photo Fair 2009 โดยนางแบบ Miss Leo จะมีทั้งหมด 30 คน อายุระหว่าง 18-25 ปี (เดินโชว์วันละ 10 คน เป็นเวลา 3 วัน รับรองไม่ซ้ำหน้าแน่นอนครับ)
กำหนดการคร่าวๆก็มีดังนี้

18.00 น.  วิทยาการบรรยายและแนะนำการถ่ายภาพ Miss Leo
19.00 น.  นางแบบ Miss Leo [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สิ้นเดือนนี้แล้วนะครับ ที่งาน <strong>Photo Fair</strong> ประจำปี <strong>2009</strong> กำลังจะเริ่มเปิดฉากขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา คนรักการ<strong>ถ่ายภาพ</strong>อย่างเราๆพลาดกันไม่ได้เลยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเค้ามีการชวนเชิญให้<strong>ส่งภาพถ่ายเข้าประกวด</strong>ในหัวข้อ<strong> Miss Leo Photo Contest</strong> กันด้วย อิอิ ชักเริ่มสนใจกันแล้วใช่ไม๊ครับ ตามมาฟังรายละเอียดกันทางนี้ได้เลย</p>
<p>ระยะเวลาในการถ่ายภาพเพื่อส่งเข้าประกวดก็คือ วันที่ 26-28 พฤศจิกายน เวลา 18.00 &#8211; 20.30 น. ณ เวทีงาน <strong>Photo Fair 2009 </strong>โดยนางแบบ <strong>Miss Leo</strong> จะมีทั้งหมด 30 คน อายุระหว่าง 18-25 ปี (เดินโชว์วันละ 10 คน เป็นเวลา 3 วัน รับรองไม่ซ้ำหน้าแน่นอนครับ)</p>
<h3>กำหนดการคร่าวๆก็มีดังนี้</h3>
<ul>
<li>18.00 น.  วิทยาการบรรยายและแนะนำการถ่ายภาพ <strong>Miss Leo</strong></li>
<li>19.00 น.  นางแบบ <strong>Miss Leo</strong> เริ่มเดินโชว์บนเวที โดยจะมีจุดหยุดโพสท์ท่าให้ช่างภาพถ่ายภาพ และจัดให้มีมุมเฉพาะพร้อมไฟสตูดิโอให้ได้ถ่ายภาพกันอีกด้วย นอกจากนั้น ยังจะมีทีมวิทยากรคอยแนะนำให้ด้วยอีกต่างหาก</li>
</ul>
<h3>กติกาการ<strong>ส่งภาพถ่ายเข้าประกวด</strong> <strong>Miss Leo Photo Contest</strong></h3>
<ol>
<li>บุคคลทั่วไปสามารถส่งภาพถ่ายได้ ไม่จำกัดอายุ และเพศ</li>
<li>ภาพนางแบบที่ส่งประกวดต้องเป็น <strong>Miss Leo</strong> ที่จัดไว้ให้ถ่ายเท่านั้น</li>
<li>ต้องเป็นภาพสีในแนวตั้งเท่านั้น</li>
<li>ภาพจะต้องเห็น <strong>Miss Leo</strong> อย่างน้อยครึ่งตัว (ต้องเห็นเอวของนางแบบ)</li>
<li>ขนาดของภาพ 8&#215;12 นิ้ว ไม่ต้องติด <strong>Photo</strong> บอร์ด หรือกระดาษแข็ง</li>
<li>ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของภาพจะต้องไม่มีชื่อผู้ส่ง (ทางผู้รับภาพจะเป็นผู้จัดการติดเบอร์ไว้ให้ข้างหลังภาพ) และต้องเป็น<strong>ภาพถ่าย</strong>ที่ผู้ส่งถ่ายด้วยคนเอง</li>
<li>ผู้<strong>ส่งประกวด</strong>มีสิทธิ์ส่งภาพ <strong>Miss Leo</strong> 1 คน ต่อ 1 ภาพเท่านั้น</li>
<li>ห้ามตกแต่งภาพเกินจริง</li>
<li>ต้อง<strong>ส่งภาพประกวด</strong>ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2552 เวลา 12.00-17.00 น. เท่านั้น (หน้าเวทีของงาน)</li>
<li>ภาพที่ส่งเข้าประกวดถือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้จัดงาน ซึ่งจะไม่คืนภาพให้ผู้<strong>ส่งประกวด</strong> และผู้จัดงานสามารถนำภาพที่ส่งเข้า<strong>ประกวด</strong>ไปจัดพิมพ์หรือเผยแพร่ได้</li>
<li>การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นสิ้นสุด</li>
<li>ผู้<strong>ส่งภาพประกวด</strong>สามารถชมการตัดสิน และรอฟังผลตัดสินได้</li>
</ol>
<p>ทีนี้มาถึงส่วนสำคัญกันล่ะครับ</p>
<h3>รางวัล</h3>
<ul>
<li>รางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล เงินรางวัล 30,000 บาท</li>
<li>รางวัลรองชนะเลิศ 1 รางวัล เงินรางวัล 20,000 บาท</li>
<li>รางวัลรองชนะเลิศ 2 รางวัล เงินรางวัล 10,000 บาท</li>
<li>รางวัลปลอบใน 27 รางวัล ของขวัญจากบริษัท บุญรอดเทรดดิ้งจำกัด</li>
</ul>
<p>เปิดรับภาพ<strong>ส่งประกวด</strong>ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2552 เวลา 12.00 น. ปิดรับเวลา 17.00 น. และเริ่มตัดสินภาพกันในเวลา 18.00 น.</p>
<p>เป็นยังไงบ้างครับ ผมเชื่อว่าไม่ยากเกินความสามารถของพวกเราชาว <span style="color: #ff0000;">หลังกล้อง.คอม</span> หรอกจริงไม๊ สู้ๆกันนะครับ Miss Leo รอทุกๆท่านอยู่ <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' />  แล้วถ้าได้รางวัลยังไงก็อย่าลืมเอามาแบ่งกันบ้างนะ <img src='http://www.lungklong.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> </p>
<p><img class="aligncenter" title="miss-leo-girl" src="http://lungklong.wordpress.com/files/2009/11/dsc_9495.jpg" alt="" width="500" height="335" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lungklong.com/miss-leo-photo-contest/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
