แนะนำเคล็ดลับการใช้ กล้อง DSLR และ เลนส์
March 15, 2010 by LungKlong.com
Filed under กล้องถ่ายรูป, อุปกรณ์ถ่ายภาพ, เลนส์ (Lens)
เทคนิคการใช้กล้อง DLSR ไม่ว่าจะเป็น Nikon, Canon, Sony, Fuji และยี่ห้ออื่นๆ นั้นขึ้นอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน เพียงแค่เรารู้จักควบคุม อุปกรณ์ถ่ายภาพ ต่างๆ กล้อง เลนส์ Flash และ Filter ให้ถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ เพียงเท่านี้ก็สามารถ ถ่ายรูปออกมาได้สวย ไม่แพ้ช่างกล้องมืออาชีพเลย Read more
Review Nikon D5000
December 24, 2009 by Goldsaint
Filed under กล้องถ่ายรูป, อุปกรณ์ถ่ายภาพ
อาจจะดูช้าไปซักเล็กน้อยหากจะทำการ Review Nikon D5000 กล้องขุนพลตัวใหม่จากค่าย Nikon แต่ก็เชื่อว่ายังมีเพื่อนๆอีกหลายคนเลยทีเดียวที่ยังลังเล ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะเลือกกล้องตัวไหนเอาไว้ใช้คู่กายดี วันนี้ทางทีมงาน หลังกล้อง.com เลยมีข้อมูลดีๆมาฝากกันครับ
กล้อง Nikon D5000 เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน 2009 ที่ผ่านมานี้เอง โดยทาง Nikon จัดเจ้า D5000 นี้อยู่ในกลุ่ม upper-entry-level DSLR และวาง position ของตัว product อยู่ระหว่าง D60 (ในขณะนั้น หรือ D3000 ณ ตอนนี้) กับ D90 เรียกได้ว่าเป็น product line ตัวใหม่ของทาง Nikon เลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ ในแง่ของการตลาดก็ถือว่าเป็นการเปิดตัวออกมาชนกับคู่แข่งตลอดการอย่าง Canon EOS 500D กันแบบเต็มๆ งานนี้ผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับผู้บริโภคอย่างเราๆล่ะครับ เพราะทำให้มีตัวเลือกกว้างมากขึ้น ว่าแล้วเราก็มาทำการ Review Nikon D5000 กันเลยดีกว่า
What’s News !!! มีอะไรใหม่ใน Nikon D5000
New vari-angle monitor
อย่างแรกเลยที่เห็นได้อย่างชัดเจน และเป็นจุดขายหลักๆของ Nikon D5000 ก็คือหน้าจอ LCD แบบหมุนได้รอบทิศทาง ขนาด 2.7 นิ้ว ความละเอียด 230,000 pixel เพื่อนๆที่ชอบถ่ายรูปมุมแนวๆ ถ่ายบนพื้นดิน ถ่ายตัวเองคงจะปลื้มกับฟังก์ชันนี้กันไม่น้อยแน่ๆครับ

Body
Body ของ D5000 ถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่า D60 เล็กน้อย ทำให้จับถนัดมือขึ้น นอกจากนี้บริเวณวงล้อ dial ด้านขวาก็มีแผ่นหนังปิดไว้สำหรับรองนิ้วโป้ง ปุ่มกดต่างๆถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ถนัดมากยิ่งขึ้น

Image Sensor
Nikon D5000 ใช้ sensor แบบ CMOS ความละเอียด 12.3 ล้านพิกเซล (แบบ APS-C ตัวเดียวกับที่ใช้ใน Nikon D90) ระบบประมวลผล 12 bit EXPEED image processing system พร้อมด้วยระบบทำความสะอาด sensor (Sensor-Cleaning Module)

Movie Mode
บันทึกวิดีโอพร้อมเสียงแบบ HD 720p ที่ 24 fps ได้สูงสุด 5 นาที (สูงสุด 20 นาที ที่ความละเอียด 424p และ 216p)
Other Key Product Features
- ระบบ Auto focus Nikon Multi-CAM1000 แบบ 11 จุด TTL (เหมือนใน D90) ตรงนี้เพิ่มขึ้นมาจาก D60 ที่มีเพียงแค่ 3 จุด นอกจากนี้ Nikon D5000 ยังมีโหมด auto focus แบบ 3D tracking ที่สามารถจับการเคลื่อนไหวของวัตถุได้ในแนวลึก (เช่นถ่ายนกบิน) เพิ่มมาให้อีกด้วย
- Live View ทำให้สามารถถ่ายภาพแบบกล้อง compact โดยไม่ต้องใช้ตาแนบที่ช่องมองภาพได้ ระบบ Auto focus ในโหมด Live View ยังมีให้เลือกอีกถึง 4 แบบด้วยกัน คือ Face Priority, Wide Area, Normal Area และ Subject Tracking
- สามารถ เปิด/ปิด grid line ในช่องมองภาพได้
- ถ่ายภาพต่อเนื่อง 4 fps
- ระบบถ่ายภาพแบบเสียงเงียบ (Quiet Shooting)
- ISO boost up ได้สูงสุดถึง 6400
- โหมดถ่ายภาพคร่อม (Bracketing)
- 19 scenes mode
- สามารถบันทึกภาพ RAW พร้อมด้วย JPG ที่ความละเอียดสูงสุดได้ (เดิมได้แค่ Basic)
- Picture Control ช่วยให้สามารถสร้างสรรค์สไตล์ของรูปภาพในแบบของคุณเอง ไม่ว่าจะเน้น contrast, เพิ่มความคมชัด หรือถ่ายแบบเก็บรายละเอียดแล้วมาแต่งต่อในคอมก็ทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
- เพิ่มฟังก์ชันใหม่ๆสำหรับการตกแต่งรูปภายในกล้อง (In-camera retouching)
- ระบบ Active D-Lighting สามารถปรับแต่งค่าได้ละเอียดมากขึ้น (จากเดิมใน D60 ทำได้แค่ On/Off)
- มีช่องสำหรับต่อสายลั่นชัตเตอร์
- แบตเตอรี่ EN-EL9a ความจุมากขึ้น
Review by หลังกล้อง.com
กล้อง Nikon D5000 ถือว่าเป็นกล้องที่ออกแบบมาได้น่าใช้มากๆตัวหนึ่งเลยทีเดียว เราจะมาว่ากันถึงข้อดีและข้อเสียของกล้องตัวนี้กันนะครับ (ขอเน้นเฉพาะจุดเด่นๆ ที่ทางเราคิดว่ามีส่วนสำคัญในการตัดสินใจนะครับ)
ข้อดี
ด้วย Body ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ให้ความรู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการใช้งาน การออกแบบปุ่มกด โดยเฉพาะปุ่ม AE Lock ผมค่อนข้างชอบมากเป็นพิเศษเพราะทาง Nikon จัดให้วางอยู่บนระนาบเอียงไปข้างหน้าเล็กน้อย เวลากดปุ่มค้างเอาไว้จะค่อนข้างมั่นคงมากๆ

ระบบ Auto focus ที่เพิ่มขึ้นเป็น 11 จุด ทำให้การถ่ายภาพคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระบบ 3D tracking system ซึ่งจะทำการจับโฟกัสที่วัตถุไว้ตลอด ไม่ว่าจะเคลื่อนที่เปลี่ยนระนาบไปทางไหน ตรงนี้เหมาะมากๆสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพนกหรือวัตถุที่บินไปบินมา
หน้าจอ LCD แบบหมุนได้ อันนี้คงจะไม่กล่าวถึงไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นพระเอกของ Nikon D5000 เลย เป็นการทำลายขีดจำกัดของการถ่ายภาพให้ได้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ชอบถ่ายภาพแบบนอนราบบนพื้น หรือจะในงานคอนเสิร์ตที่คนมุงกันเยอะๆ ทำให้ต้องยื่นแต่กล้องเข้าไปถ่าย ตรงนี้เพื่อนๆมั่นใจได้เลยว่าจะต้องได้ภาพดีๆกลับมาแน่นอน นอกจากนี้ เพื่อนๆบางคนอาจจะเคยพบปัญหาเวลาตั้งกล้องบนขาตั้งกล้อง แล้วต้องปวดตา ปวดหัว กับการพยายามเล็งในช่องมองภาพเล็กๆเพื่อจัดองค์ประกอบภาพใช่ไม๊ครับ ถ้าได้ลองใช้ Live view มาช่วยแล้วล่ะก็ รับรองจะต้องติดใจแน่ๆครับ
สามารถใช้งานในโหมดถ่ายวิดีโอได้ ตรงนี้ก็มีประโยชน์มากครับ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้ทำได้แบบ perfect แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากๆแล้วล่ะครับ
Grid Line ในช่องมองภาพ จะช่วยเพื่อนๆให้การจัดองค์ประกอบภาพได้ง่ายขึ้น ป้องกันการถ่ายภาพแล้วโลกเอียงได้อีกด้วย
ต่อสายลั่นชัตเตอร์ได้ ป๊าดดด อันนี้แหละแหล่ม การถ่ายภาพกลางคืน ถ่ายพลุ จะไม่มีอุปสรรคอีกแล้วว
โหมดถ่ายภาพแบบเสียงเงียบ .. อันนี้ก็มีประโยชน์เวลาที่อยู่ในสถานที่ที่ต้องการความสงบหรือไม่ต้องการให้มีเสียงกล้องมารบกวน
ข้อเสีย
แม้ว่าปุ่มต่างๆจะออกแบบมาให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น แต่ยังมีข้อเสียเดิมๆคือให้มาค่อนข้างน้อยเกินไป การปรับ WB, ISO หรือ ขนาดไฟล์ภาพ ต้องกดเข้าไปปรับตั้งในหน้าจอ LCD หลัก ในเวลาที่เร่งรีบก็ทำให้เสียเวลาไปไม่น้อยเหมือนกัน (อย่างไรก็ตาม D5000 มีปุ่ม fn มาให้หนึ่งปุ่ม ซึ่งเราจะกำหนดให้มันเป็นการตั้งค่าอะไรก็ได้)
ไม่มีมอเตอร์ในตัวกล้อง … เป็นที่รู้กันมาโดยตลอดว่ากล้อง Nikon ในสมัยก่อนๆนั้น ออกแบบโดยใช้มอเตอร์ช่วยในการ auto focus จากที่ตัวกล้อง (สังเกตุว่าจะมีเหมือนไขควงเล็กๆยื่นออกมาข้างๆเมาท์ ในรุ่น D80 หรือ D90 ขึ้นไป) ไม่ใช่ที่
เลนส์ ทำให้หากเราอยากจะใช้เลนส์เก่าๆ พวก AF-D กับ D5000 แล้วล่ะก็ จะต้องใช้มือหมุน หรือว่า manual focus เอาครับ ย้ำกันชัดๆนิดนึงว่าแค่ระบบ auto focus นะครับ ที่ไม่ทำงาน เพราะยังมีหลายๆคนที่เข้าใจผิดตรงนี้อยู่ แต่จริงๆจะว่าไปแล้ว มันก็ไม่ถึงกับจะเป็นข้อเสียที่หนักหนาอะไร เพราะเลนส์รุ่นใหม่ๆที่ออกมาของ Nikon จะเป็นตระกูล AF-S แทบทั้งหมด (มีมอเตอร์ที่ตัวเลนส์) มีให้เลือกทั้งเลนส์ระดับเทพตัวละหกเจ็ดหมื่นไปจนถึงเลนส์ระดับเริ่มต้นราคาแค่เจ็ดแปดพันแต่คุณภาพใช้ได้เลยทีเดียว เพื่อนๆก็อาจจะแค่เสียโอกาสในการใช้เลนส์ fix ดีๆราคาถูกอย่าง AF-50 f1.8D ให้ได้เต็มระบบไปเท่านั้นเอง (จริงๆบางคนเค้าก็ชอบใช้ MF (Manual Focus) นะครับ อิอิ)
ระบบ Flash … จริงๆแล้ว สิ่งหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจของชาว Nikon เลยก็คือระบบ Flash ที่เรียกว่า CLS (Creative Lighting System) โดยกล้อง Nikon (ตั้งแต่ D80 หรือ D90 ขึ้นไป) สามารถที่จะใช้ flash หัวกล้องเป็น Commander เพื่อสั่งงาน Flash นอกแบบไร้สายได้โดยไม่ต้องไปซื้ออุปกรณ์มาต่อพ่วงใดๆ แถมยังทำงานแบบ TTL ซะด้วย (แม้แต่กล้อง EOS 5D ยังทำไม่ได้เลยนะครับ อิอิ) แต่กับ D5000 เพื่อนๆจะไม่สามารถใช้งานในส่วนนี้ได้ครับ ต้องซื้อตัว Wireless Trigger มาเพิ่ม หรือไม่ก็ซื้อ SB-600 มาซักตัว SB-900 มาอีกซักตัว ให้ตัวนึงสั่งอีกตัวนึงก็ได้ 555 ข้อเสียอีกจุดหนึ่งในเรื่อง Flash กับ D5000 ก็คือการใช้งานในโหมด Auto FP หรือ High Speed Sync กับ Flash นอก แม้ว่าเราจะมี Flash SB-900 ก็ไม่สามารถที่จะทำให้เจ้า Nikon D5000 สั่งงานให้ Flash ทำงานสัมพันธ์กับสปีดชัตเตอร์สูงๆ (มากกว่า 1/200s) ได้ครับ ถามว่าตรงนี้จริงๆแล้วสำคัญมากไม๊ ผมมองว่ามันก็ไม่เท่าไหร่นะครับ เพราะจริงๆแล้ว การที่เราจะได้ภาพสวยๆ สภาพแสงมีส่วนสำคัญมากๆครับ การถ่ายภาพในตอนกลางวัน แดดแรงๆ แสงแข็งๆ ต่อให้มี High Speed Sync ภาพก็ออกมาไม่สุดครับ กลับกันถ้าเราเลือกถ่ายภาพในช่วงเช้า แสงกำลังพอเหมาะ Auto FP ก็แทบจะไม่จำเป็นต้องใช้ แถมได้ภาพที่สวยกว่าด้วย
สรุป REview Nikon D5000
สรุปว่า Nikon D5000 เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีทีเดียวสำหรับเพื่อนๆที่อยากจะลองหา DSLR มาไว้ข้างกายซักตัว ด้วยวัสดุในการประกอบที่ทำออกมาได้ดี ดูมีราคา ทำให้เพิ่มความน่าใช้ขึ้นได้อีกพอสมควร หน้าจอ LCD แบบพับได้ใช้งานได้ค่อนข้างดี practical และสะดวกมากๆ เพิ่มโอกาสในการได้ภาพสวยๆในมุมแปลกๆ ถ่ายวิดีโอได้ มีระบบ Live View ระบบ auto focus แบบ 3D tracking system ช่วยให้การถ่ายวัตถุที่มีการเคลื่อนไหว กลายเป็นเรื่องง่ายๆไปเลย ถึงแม้ D5000 จะมีข้อเสียอยู่บ้างในเรื่องปุ่มต่างๆในการควบคุมกล้องมีน้อยไปหน่อย, ไม่มีมอเตอร์ในตัว และ โหมดในการใช้งาน Flash ให้มาไม่สุดๆ แต่ก็มองว่าไม่ได้เลวร้ายอะไรมากมายอะไรในระดับเริ่มต้น
หลังกล้อง.com ฮายยยลี๊ เรคคอมเมนด์ คร๊าบบ อิอิ ..
แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่งบถึงและอยากใช้งานในระดับค่อนข้าง advance ก็อาจจะมอง D90 ไว้เป็นอีกทางเลือกนึงครับ เพราะโดยรวมค่อนข้างจะสมบูรณ์มากกว่า ฟังก์ชันต่างๆให้มาครบ Body ใหญ่จับถนัดมือ การควบคุมกล้องก็สะดวกด้วยปุ่มปรับค่าต่างๆที่ให้มาครบถ้วน แถมจอ LCD บอกรายละเอียดด้านบนด้วย ไว้มีโอกาส ทางทีมงานหลังกล้อง.com จะทำ Review ออกมาให้เพื่อนๆได้ชมกันครับ อดใจรอนี๊ดดนึง
เอาล่ะครับ เป็นยังไงกันบ้าง กับ Review Nikon D5000 สไตล์ หลังกล้อง.com หวังว่าเพื่อนๆที่กำลังจดๆ จ้องๆ กับกล้องตัวนี้คงจะได้ข้อมูลไปเพิ่มเติมบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ ไว้เดี๋ยวในคราวหน้าคงจะมีภาพตัวอย่างจากกล้องตัวนี้มาให้ชมกัน ตอนนี้ยังไม่มีเวลาไปไหนเลยครับ ขอแปะไว้ก่อน อิอิ แล้วพบกันครับ



Image Sensor คือ ? Photosite ทำงานอย่างไร ?
November 2, 2009 by Goldsaint
Filed under เรียนถ่ายภาพ
สวัสดีครับเพื่อนๆ ถึงตอนนี้เราจะมาดูกันต่อในส่วนประกอบหลักที่สำคัญมากๆอีกส่วนหนึ่งของตัวกล้องดิจิตอล นั่นก็คือเซนเซอร์รับภาพ (Image sensor) และ Photosite ที่บรรจุอยู่ภายในภายใน image sensor เรียกว่าถ้าขาดสองส่วนนี้ไป ก็คงจะถ่ายรูปไม่ได้ล่ะครับ
หน้าที่ของเซนเซอร์รับภาพ หรือ Image Sensor
หน้าที่ของเซนเซอร์รับภาพ หรือ image sensor ก็เปรียบเสมือนแผ่นฟิล์มในยุคดิจิตอลนั่นเอง Image sensor ประกอบด้วย chip ซิลิกอนขนาดเล็กๆมายมายซึ่งภายในบรรจุไดโอดไวแสง (Photosite) เอาไว้ ซึ่งเจ้าตัวพวกนี้ล่ะครับ จะทำหน้าที่ในการรับรู้ถึงปริมาณแสงในส่วนต่างๆของภาพเพื่อส่งให้หน่วยประมวลผล เอาไปใช้และสร้างออกมาเป็นภาพที่เราเห็นกันในที่สุด ภาพข้างล่างจะแสดงเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนขึ้นเมื่อเทียบระหว่าง Film กับ image sensor

รู้จักกับ Photosite
หลักการทำงานของ Photosite ใน image sensor ก็คือเมื่อมีปริมาณแสงตกมากระทบ Photosite มันจะสร้างสัญญาณกระแสไฟฟ้าออกมา โดยยิ่งแสงตกลงมามาก กระแสที่สร้างขึ้นก็มากตามไปด้วย กระแสไฟฟ้าเหล่านี้จะถูกแปลงให้เป็นสัญญาณ Digital ผ่านทาง A/D Converter ซึ่งหน่วยประมวลผลก็สามารถเอาไปใช้สร้างสรรค์ออกมาเป็นภาพได้ต่อไป ตรงนี้มีจุดที่น่าสนใจอยู่ 2 ประการคือ
- ยิ่งมีจำนวน Photosite มากเท่าไหร่ ความละเอียดของภาพที่ได้ก็จะมากขึ้น
- ยิ่ง Photosite มีขนาดใหญ่เท่าไหร่ ความแม่นยำในการวัดสภาพแสงก็มากขึ้น
จำนวน Photosite เหล่านี้ก็คือเจ้า MP (Megapixel) ที่เรามักจะพูดถึงกันนั่นเอง กล้องที่มีจำนวน Photosite มาก ก็ย่อมจะมีโอกาสในการตรวจสอบสภาพแสง ณ จุดต่างๆของภาพได้ละเอียดขึ้น .. แต่ ก็ไม่ใช่ทั้งหมดครับ เพราะขนาดของแต่ละ Photosite ก็มีผลด้วยเช่นกัน ยิ่ง Photosite มีขนาดใหญ่ มันก็มีพื้นที่รับแสงมากขึ้น การสร้างกระแสไฟฟ้าก็มากขึ้น ทำให้ การคำนวณก็ละเอียดและแม่นยำขึ้นด้วย
ระหว่างกล้อง compact ความละเอียด 15MP กับกล้อง DSLR ความละเอียด 10MP อันไหนจะให้คุณภาพของภาพได้ดีกว่ากัน?
คำตอบก็คือ DSLR ครับ จริงอยู่ที่กล้อง Compact ตัวนี้อาจจะมีจำนวน MP ที่สูงกว่า แต่ว่า image sensor ของกล้อง Compact นั้นมีขนาดเล็กกว่า DSLR มาก (ประมาณ 1.5-2 เท่า) ลองนึกถึงสภาพ photesites 15 ล้านตัวต้องถูกอัดลงไปอยู่ในพื้นที่แคบๆสิครับ ตรงนี้ล่ะครับ มีผลต่อคุณภาพของภาพที่ได้อย่างมาก ต่างกับกล้อง DSLR ซึ่งแม้จะมีแค่ 10 ล้านพิกเซล แต่ว่าพื้นที่กว้างขวาง ทำให้แต่ละ photosite มีขนาดใหญ่ ความสามารถในการรับแสงมากกว่า การคำนวณภาพออกมาก็เลยดีกว่า มีสัญญาณรบกวนน้อยกว่า นอกจากนี้ถ้าขนาด photosite เล็กมากๆ แล้วปริมาณแสงที่ตกลงมามีมากเกินกว่าที่มันจะรับได้ ก็จะทำให้ภาพที่ออกมามีลักษณะเป็นแสงขาวๆฟุ้งๆอีกด้วย
Image Sensor ทำให้ภาพออกมาเป็นสีสันได้อย่างไร
ทีนี้เจ้า photosites ใน Image Sensor เหล่านี้รับปริมาณแสงเข้ามาหาตัวมัน แล้วมันก็บอกได้ว่าอันไหนสว่างมาก อันไหนสว่างน้อย แล้วทำไมภาพถึงออกมาเป็นสีสันได้อย่างไร ? ตรงนี้ก็ต้องมีตัวช่วยครับ ก็คือเค้าจะเอาฟิลเตอร์สีแดง เขียว และน้ำเงิน มาวางเป็นตัวกรองด้านหน้า image sensor อีกทีหนึ่ง โดยฟิลเตอร์นี้จะยอมให้แสงที่มีสีเหมือนตัวเองผ่านไปได้ แสงที่ไม่เหมือนก็จะถูกกั้นไว้ เมื่อรวมข้อมูลหลายๆจุดเข้าด้วยกันทำให้เกิดภาพออกมาเป็นสีสันได้อย่างที่เราเห็นๆกันครับ

CCD Sensor กับ CMOS sensor
เริ่มมึนๆกันบ้างรึยังครับ
ผมพยายามไม่พูดถึงรายละเอียดที่เป็นเทคนิคมากนัก พอให้เข้าใจหลักการทำงานเบื้องต้นของมันไปก่อนนะครับ ทีนี้ เวลาเพื่อนๆอ่านสเปคกล้องดิจิตอลเคยเห็นคำเหล่านี้บ้างไม๊ครับ
- CCD sensor
- CMOS sensor
คงจะต้องผ่านๆตากันมาบ้างนะครับ สองตัวนี้ต่างกันยังไงล่ะ ง่ายๆเลย ที่ผมอธิบายมาข้างบนนี้เป็นหลักการของ CCD Sensor ครับ ข้อดีของระบบเซนเซอร์แบบ CCD ก็คือมันสามารถควบคุมสัญญาณรบกวน (ที่เราเรียกกันว่า Noise ในภาพ ลักษณะเป็นเม็ดเกรนหยาบๆ เห็นได้ชัดในเวลาที่ภ่ายภาพภายใต้แสงน้อยๆ) ได้ดีกว่า เนื่องจากตัวมันทำหน้าที่แค่รับแสง แล้วส่งต่อไปให้หน่วยประมวลผลคำนวณแบบแยกส่วนกัน ทำให้ขนาด Photodiode ที่อยู่บน CCD Sensor จะมีขนาดใหญ่กว่าและมีความไวแสงมากกว่า ภาพที่ได้ก็จะมีคุณภาพที่ดีกว่า ส่วนข้อเสียหลักๆของ CCD sensor ก็คือใช้พลังงานค่อนข้างเยอะกว่า (เมื่อเทียบกับ CMOS sensor) แล้วก็ต้นทุนในการผลิตค่อนข้างจะสูง (ต้องมีวงจรแยกสำหรับการประมวลผล A/D converter) ทำให้ปัจจุบัน หลายๆค่ายที่ผลิตกล้องเริ่มหันไปพัฒนาระบบ CMOS กันมากขึ้น
CMOS sensor ใช้หลักการผลิตเหมือนก้บ CPU คอมพิวเตอร์ การทำงานหลักๆก็เหมือนกับ CCD sensor ครับ จะต่างกันตรงที่แต่ละ pixel สามารถที่จะรับแสงและแปลงค่าออกมาเป็น digital ได้ในตัวมันเอง ไม่จำเป็นต้องใช้วงจรแยก ทำให้มีต้นทุนในการผลิตที่ถูกกว่าและยังประหยัดพลังงานอีกด้วย ในส่วนของคุณภาพเนื่องจากขนาด photosite ใน CMOS sensor มีขนาดเล็กกว่า CCD sensor(ต้องแบ่งที่ส่วนหนึ่งให้กับวงจรไฟฟ้า) ทำให้ภาพที่ได้มีสัญญาณรบกวนมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยขบวนการผลิต และต้นทุนที่ถูกกว่า ทำให้ค่ายกล้องในปัจจุบันหันมาพัฒนาเทคโนโลยี CMOS กันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่าทุกวันนี้คุณภาพของภาพที่ได้ออกมาใกล้เคียง CCD เลยทีเดียว
ร่ายกันมายาวเลยทีเดียวครับในวันนี้ เหนื่อยกันรึยังเอ่ย … เดี๋ยวในตอนต่อไปเราจะมาว่ากันด้วยเรื่องของขนาด image sensor กัน อย่าลืมติดตามอ่านกันต่อนะครับ
กลไกและการทำงานของกล้องดิจิตอล (Digital Camera)
October 30, 2009 by Goldsaint
Filed under เรียนถ่ายภาพ
เมื่อตอนที่แล้ว เราก็ได้เรียนรู้ถึงหลักการและธรรมชาติของแสงกันไปแล้วนะครับ ทีนี้ ก่อนที่เราจะเข้าสู่เรื่องของการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล (Digital Camera) ก็ยังมีอีกเรื่องที่ผมคิดว่าเพื่อนๆน่าจะมีพื้นฐานติดเอาไว้บ้าง นั่นก็คือกลไกและการทำงานของกล้องดิจิตอล (Digital Camera)นั่นเอง ถ้าหากเราจะลงมือใช้อาวุธ แต่เราไม่เข้าใจมันให้ดีซะก่อน มันก็อาจย้อนกลับมาทำร้ายเราเองได้จริงไม๊ครับ
ว่าแล้วก็มาเริ่มกันเลยดีกว่า …
กลไกและการทำงานของกล้อง DSLR (Digital Single-Lens Reflect)
ผมจะขอเริ่มอธิบายจากกลไกและการทำงานของกล้อง DSLR ก่อนแล้วกันนะครับ เนื่องจากกลไกการทำงานของกล้องประเภทนี้ถือว่าเป็นพื้นฐานไปสู่การทำงานของกล้องอื่นๆด้วย กล้อง DSLR นั้น ชื่อเต็มๆของมันก็ตือ Digital Single-Lens Reflect ว่าแต่ ทำไมต้องเป็น Single-Lens Reflect? … ไอ้ Single Lens เนี่ยคงพอจะเข้าใจกันได้อยู่ เพราะแปลออกมาตรงตัวได้ว่าเลนส์เดี่ยว นั่นก็คือกล้องที่มีเลนส์เพียงตัวเดียว แล้ว Reflect ล่ะ มันคืออะไร เริ่มสงสัยกันแล้วใช่ไม๊เอ่ย
คำว่า Reflect นั้นเกิดขึ้นมาจากกระจกสะท้อนภาพอันหนึ่งซึ่งวางอยู่ด้านหน้าเซนเซอร์รับภาพ ซึ่งจะทำหน้าที่สะท้อนแสงที่ผ่านเข้ามาทางเลนส์ขึ้นสู่ช่องมองภาพ (Viewfinder)ให้เรามองเห็นกัน ยิ่งพูดอาจจะยิ่งงง เรามาดูขั้นตอนการทำงานของกล้องกันดีกว่า น่าจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นนะครับ

จากภาพกลไกการทำงานของระบบ DSLR (Digital Single-Lens Reflect) เราจะเห็นว่า เมื่อแสงลอดผ่าน Lens (1) เข้ามาแล้วก็จะวิ่งไปชนเข้ากับกระจกสะท้อนภาพ (Reflected Mirror) (2) หักเหแสงที่ได้ขึ้นสู่ด้านบน ผ่าน Focusing Screen (6) (ถ้าเพื่อนๆนึกภาพไม่ออกว่า Focusing Screen คืออะไร .. ลองถึงถึงภาพเวลาที่เรามองผ่าน Viewfinder แล้วจะเห็นเป็นจุดโฟกัส 3 จุดมั่ง 10 จุดมั่ง แล้วแต่รุ่นของกล้อง จุดที่เรามองเห็นเหล่านั้นล่ะครับ เกิดมาจากลวดลายบนเจ้า Focusing Screen นี่เอง) ทีนี้แสงที่สะท้อนขึ้นมามันก็จะพุ่งขึ้นสู่ด้านบน แล้วทำยังไงล่ะ เราถึงจะเห็นภาพผ่าน Viewfinder (8)ได้ .. เค้าก็คิดค้นสิ่งหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า Pentaprism (7) เพื่อหักเหแสงอีกทีนึงเข้าสู่ Viewfinder และด้วยระบบนี้เราจะเห็นได้ว่า ภาพที่มองเห็นตอนเล็งผ่าน Viewfinder นั้น มันก็คือภาพภาพเดียวกับที่เลนส์มองเห็นเลย ตรงนี้มีประโยชน์มากๆสำหรับการจัดองค์ประกอบภาพ ทำให้ความคลาดเคลื่อนมีน้อยลง (กล้องบางชนิดที่มีช่องมองภาพด้านบน แต่ไม่ใช่ DSLR ภาพที่เรามองเห็น จะเป็นภาพที่มองทะลุกระจกมองภาพออกไปเฉยๆ ไม่ใช่ภาพที่สะท้อนขึ้นมาจากเลนส์ ทำให้การจัดองค์ประกอบอาจมีการผิดเพี้ยนได้)
กล้องดิจิตอล (Digital Camera) ถ่ายภาพได้อย่างไร
เอาล่ะครับ ทีนี้เรามองเห็นภาพที่จะถ่ายละ จัดองค์ประกอบเรียบร้อย แต่ทำยังไงจะถ่ายภาพได้ล่ะ? จากที่ผมเคยเล่าให้ฟังว่า การถ่ายภาพก็คือการที่กล้องบันทึกค่าแสงที่ได้รับผ่านเลนส์ลงบนเซนเซอร์รับภาพ (4) แล้วประมวลผลออกมาเป็นภาพให้เราเห็นผ่านทางจอ LCD ทีนี้ลองย้อนกลับมาดูที่กลไกตามภาพด้านบน จะเห็นว่าในขณะที่เรามองภาพเพื่อจัดองค์ประกอบอยู่นั้น เจ้ากระจกมองภาพมันก็ดันมาขวางหน้าพระเอกของเรา (เซนเซอร์รับภาพ) อยู่พอดิบพอดี
ทำยังไงดีล่ะ .. เค้าก็คิดระบบกลไกขึ้นมาเพื่อดีดเจ้ากระจกมองภาพนี้ให้ยกขึ้นเพื่อหลีกทางให้แสงวิ่งผ่านเข้ามาได้ (จากภาพด้านบน กระจกสะท้อนภาพ (2) จะยกขึ้นจากตำแหน่งเดิมของมันไปอยู่ที่ตำแหน่ง (5)) เพื่อนๆคงจะเคยได้ยินเสียงฟลึบฟลับๆ กันมาบ้างเวลาที่มีการลั่นชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพ เสียงนี้ล่ะครับ คือเสียงที่เวลาเจ้ากระจกสะท้อนภาพดีดตัวขึ้นนั่นเอง สุดท้ายพอกระจกสะท้อนภาพยกตัวขึ้น แสงก็ลอดเข้ามาได้ ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ของม่านชัตเตอร์ที่จะต้องเปิดออก เพื่อควบคุมให้แสงตกกระทบสู่เซนเซอร์รับภาพในปริมาณที่เราตั้งไว้ ก็เป็นอันสิ้นสุดกระบวนการ เพื่อนๆจะสังเกตได้อีกอย่างหนึ่งว่า ระหว่างกดชัตเตอร์เพื่อบันทึกภาพ เราจะไม่สามารถมองเห็นภาพผ่านทาง Viewfinder ได้เลย นั่นก็เพราะขณะนั้นไม่มีกระจกสะท้อนภาพนั่นเอง เป็นยังไงบ้างครับ เริ่มพอจะเข้าใจกระบวนการทำงานของกล้องคู่ใจของเราบ้างรึยัง ผมเคยเห็นบางคนที่เริ่มหัดใช้กล้องใหม่ๆมักจะมีคำถามประมาณว่า เราจะปิดเสียงชัตเตอร์กล้อง DSLR ได้ไม๊ ถึงตรงนี้ คิดว่าน่าจะได้คำตอบกันแล้วนะครับว่าทำได้หรือไม่ อิอิ :p
การทำงานของกล้องดิจิตอลคอมแพค (Digital Compact)
ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ก่อนจะจากกันวันนี้ ผมขออ้างอิงไปถึงการทำงานของกล้องดิจิตอลคอมแพค (Digital Compact) นิดนึงครับ การทำงานเพื่อบันทึกภาพของกล้องดิจิตอลคอมแพค (Digital Compact) ก็เป็นหลักการเดียวกับกล้อง DSLR นี่ล่ะครับ เพียงแต่กล้องดิจิตอลคอมแพค (Digital Compact) จะไม่มีกระจกสะท้อนภาพ ไม่มีม่านชัตเตอร์ แล้วก็ไม่มี pentaprism อย่าเพิ่งงงกันนะครับ ว่ามันจะถ่ายรูปออกมาได้อย่างไร … อธิบายให้ฟังได้ง่ายๆว่า เมื่อแสงลอดผ่านเลนส์เข้ามามันก็จะตกกระทบลงบนเซนเซอร์รับภาพเลยครับ นั่นก็คือเซนเซอร์จะได้รับแสงตลอดเวลาที่เปิดกล้อง ตรงนี้ทำให้เกิดข้อดีคือ สามารถนำมาทำเป็นระบบ Live view อย่างที่เราใช้ๆกันอยู่ได้ (ระบบ Live View ก็คือการที่เรามองภาพก่อนถ่ายผ่านทางหน้าจอ LCD แทนที่จะเป็น Viewfinder) ทีนี้พอเวลาเรากดชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพ กล้องก็จะใช้ระบบควบคุมแบบ Electronics เพื่อปิด-เปิด การทำงานของเซนเซอร์รับภาพให้ได้ปริมาณแสงตามที่เราตั้งไว้ เมื่อนำค่าแสงที่ได้ไปประมวลผลต่อ ก็จะได้ภาพสวยๆออกมาตามที่เราต้องการ .. เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ผมขอสรุปแบบนี้ครับ
- ม่านชัตเตอร์ –> ถูกแทนที่ด้วยระบบ Electronics ตัดต่อการทำงานด้วยวงจรไฟฟ้า
- กระจกสะท้อนภาพ –> ไม่จำเป็นต้องมีเพราะใช้การแสดงผลภาพผ่านทาง Live View
- Pentaprism –> ไม่จำเป็นต้องมีเนื่องจากไม่ต้องใช้กระจกสะท้อนภาพ
และด้วยเหตุผลหลักๆสามข้อนี้ล่ะครับ ทำให้กล้องดิจิตอลคอมแพค (Digital Compact) เป็นกล้องเป็นกล้องที่มีจุดเด่นอย่างที่มันเป็น นั่นก็คือ มีขนาดเล็ก พกพาสะดวก และใช้งานง่าย เป็นที่นิยมของคนทั่วไป
วันนี้พูดกันถึงแต่เรื่องราวทางเทคนิคทั้งนั้นเลยนะครับ
เพื่อนๆคงจะเริ่ม มึนๆ เบลอๆกันบ้างแล้ว ผมก็ถือโอกาสขอจบเอาไว้ตรงนี้ก่อนดีกว่า ให้เวลาเพื่อนๆได้ทบทวน และหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่ผ่านๆมาแล้ว ก่อนที่ในตอนหน้า เราจะลงลึกไปถึงในส่วนของเซนเซอร์รับภาพ เลนส์ และทางยาวโฟกัสกันครับ
มาเรียนถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล(Digital Camera)กันดีกว่า
October 27, 2009 by Goldsaint
Filed under เรียนถ่ายภาพ
สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่หลงรักในการถ่ายภาพทุกๆท่านเลย หัวข้อนี้ทางทีมงาน LungKlong.com (หลังกล้อง.com) ของเราจัดขึ้นมาให้เป็นพิเศษเลยครับ สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ หรือน้องๆ ที่สนใจคิดอยากจะเริ่มเรียนถ่ายภาพด้วย กล้องดิจิตอล(Digital Camera) อย่างจริงจังซักทีแต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน เพื่อนๆบางคนอาจจะนึกอยากซื้อหากล้องดิจิตอล(Digital Camera) เหมาะๆมือมาใช้คู่กายซักตัว แต่ก็ยังงงๆ ไม่รู้ว่าจะเลือกยังไง อ่านสเปคแล้วไม่เข้าใจ … ตรงนี้ทางเรามีคำตอบมาฝากครับ
ทำไมต้องเรียนถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล(Digital Camera)
เมื่อ 4-5 ปีก่อน ถ้าพูดถึงกล้องดิจิตอล(Digital Camera) แล้วยังเป็นอะไรที่ค่อนข้างไกลตัวพวกเราอยู่พอสมควร ส่วนนึงก็ด้วยราคาที่ยังค่อนข้างสูงอยู่มาก เทคโนโลยีก็ยังใหม่ กล้องที่ออกมาก็มีขนาดใหญ่ เทอะทะไปบ้าง โดยเฉพาะถ้าพูดถึงกล้อง DSLR (Digital Single-lens Reflect) นี่ยิ่งแล้วใหญ่ น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้จับ ได้ใช้ ราคาก็อยู่ในหลักห้าหมื่นขึ้นไปกันเลยทีเดียว ^^’ จนมาถึงวันนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้กล้องมีราคาถูกลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้อง Compact กล้อง DSLR หรือแม้กระทั่งกล้องมือถือก็ทำออกมาคุณภาพสูงจนน่าทึ่ง เรียกได้ว่ากล้องดิจิตอล(Digital Camera) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของพวกเราอย่างเต็มตัวแล้วก็ว่าได้
กล้องดิจิตอล (Digital Camera) มีกี่แบบ
ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาอย่างจริงจังต่อไปในตอนหน้า เรามาว่ากันด้วยเรื่องเบาๆ ถึงประเภทของกล้องดิจิตอล(Digital Camera) ซักหน่อยเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยนะครับ กล้องดิจิตอล(Digital Camera) นั้น ผมขออนุญาติแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามการใช้งานทั่วๆไปในปัจจุบันดังนี้ครับ
1) กล้อง Digital Compact

กล้อง Digital Compact น่าจะเรียกได้ว่าเป็นกล้องที่พวกเราส่วนใหญ่จะคุ้นเคยมากที่สุดก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นกล้องที่มีขนาดเล็ก พกพาง่ายๆ ไปที่ไหนก็ได้ เวลาจะหยิบออกมาใช้งานก็สะดวก การใช้งานก็ง่ายๆ ส่วนใหญ่จะมีโหมดการถ่ายแบบสำเร็จรูปเช่น ถ่ายคน ถ่ายวิว ถ่ายกลางคืน มาให้แล้วอย่างเสร็จสรรพ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกวันนี้กล้อง Digital Compact ก็ยังคงพัฒนาฟังก์ชันช่วยการใช้งานแบบนี้ออกมายั่วน้ำลายพวกเราอยู่เรื่อยๆ จะเห็นได้จากกล้องรุ่นใหม่ๆจะมีลูกเล่นเช่น ระบบตรวจจับรอยยิ้มก่อนลั่นชัตเตอร์ (face detection) หรือจะเป็นระบบเลือกจุด Focus ได้ด้วยการสัมผัสบนจอ touch screen และอื่นๆที่คงจะทะยอยตามกันออกมาอีกมากมายให้เราได้เลือกใช้กัน
2) กล้อง Prosumer

หากผมใช้คำว่ากล้อง Prosumer หลายๆคนอาจจะเริ่มขมวดคิ้วนิดๆว่าเอ๊ะ นี่มันคือกล้องประเภทไหนกันหว่า แต่ถ้าผมเรียกว่ากล้อง DSLR Like แล้วล่ะก็ คงมีคนร้องอ๋อเพิ่มขี้นอีกเยอะเลย กล้อง DSLR Like (ขออนุญาติเรียกแบบนี้ตามกระแสละกันนะครับ) จริงๆแล้วก็ถือว่าเป็นกล้อง Digital Compact ประเภทหนึ่ง เนื่องจากมันมีขนาดเซนเซอร์รับภาพที่เท่าๆกัน กลไกการทำงานเพื่อให้ได้ภาพออกมาก็ใกล้เคียงกัน สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับกล้องประเภทนี้ก็คือฟังก์ชันในการถ่ายภาพต่างๆที่ใกล้เคียงกล้อง DSLR ก็เลยเป็นที่มาให้หลายๆคนเรียกมันว่า DSLR Like เพื่อนๆที่ยังไม่เคยจับกล้องประเภท SLR คงอาจจะงงๆว่าไอ้ฟังก์ชันที่มันเพิ่มมาเหล่านี้มันคืออะไร แล้วมันจะทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับชีวิตบ้างไม๊ อันนี้ก็คงต้องคอยติดตามอ่านกันต่อไปนะครับ เดี๋ยวผมจะทะยอยมาเล่าเพื่อนๆให้ฟัง
3) กล้อง DSLR

กล้องดิจิตอล(Digital Camera) ประเภทสุดท้ายก็คือ กล้อง DSLR ซึ่งเป็นกล้องที่เรียกว่ากำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในปัจจุบันเลยทีเดียว กล้องประเภทนี้ (DSLR) จะมีกลไกในการทำงานที่แตกต่างออกไปจากกล้อง Digital Compact และมีขนาดของเซนเซอร์รับภาพที่ใหญ่กว่ามาก กล้องประเภทนี้จะสามารถเปลี่ยนถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ตามช่วงซูมต่างๆ และมีฟังก์ชันในการปรับแต่งค่าต่างๆในการถ่ายมากมาย เรื่องของกล้อง DSLR ถ้าจะให้พูดกันจริงๆ ก็คงยาวล่ะครับ เอาเป็นว่า ผมจะมาอธิบายแบบเจาะลึกอีกทีในตอนต่อๆไปละกัน
เอาล่ะ เพื่อนๆคงพอจะได้ไอเดียคร่าวๆเกี่ยวกับกล้องดิจิตอล(Digital Camera) กันไปบ้างแล้วนะครับ เดี๋ยวตอนหน้าเราจะมาพูดถึงรายละเอียด กลไกการทำงานของกล้องแต่ละประเภทกัน อย่าลืมติดตามอ่านกันต่อนะครับ …


